ประชาไท Prachatai.com
banner
prachatai.com
ประชาไท Prachatai.com
@prachatai.com
สส.สงขลา ขอสื่ออย่าเหมารวมเหตุรุนแรง ระบุคนหาดใหญ่น่ารัก ไม่ได้เป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน
สส.สงขลา ขอสื่ออย่าเหมารวมเหตุรุนแรง ระบุคนหาดใหญ่น่ารัก ไม่ได้เป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน auser15 Sat, 2025-11-29 - 18:24 'ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง' สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ แสดงความกังวลผ่านโซเชียล ขอสื่ออย่าเหมารวมเหตุรุนแรง ระบุคนหาดใหญ่น่ารัก ไม่ได้เป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน 29 พฤศจิกายน 2568 นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาแสดงความเห็นผ่านเพจ “สิงโต – ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง”  หลังสื่อหลายสำนักรายงานเหตุความรุนแรงในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ต่อเนื่อง จนสร้างความหวาดกลัวให้กับนักท่องเที่ยวและกระทบต่อภาพลักษณ์เมือง นายศักดิ์สิทธิ์ระบุว่า “คนหาดใหญ่น่ารัก เราไม่ได้เป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนแบบที่สื่อนำเสนอ อย่าทำให้นักท่องเที่ยวกลัว อย่าให้เมืองเราบอบช้ำไปมากกว่านี้เลยครับ” พร้อมระบุว่าเหตุการณ์ไม่ดีสามารถเกิดได้ทุกพื้นที่ แต่ไม่ควรถูกนำมาเหมารวมจนทำให้หาดใหญ่ถูกมองเป็นแหล่งอันธพาล เขายังเสริมว่าข่าวที่ออกไปเกี่ยวกับยาเสพติด การดักปล้น หรือเหตุยิงปืน ล้วนส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้มาเยือน “แบบนี้ใครจะมาเที่ยวหาดใหญ่ เมื่อไหร่เมืองจะฟื้นฟู” พร้อมย้ำว่าทุกฝ่ายต้องช่วยกันเป็นกระบอกเสียงให้เมืองกลับมามีสีสันอีกครั้ง นายศักดิ์สิทธิ์ ยังได้เชิญชวนชาวสงขลาร่วมกันกู้ภาพลักษณ์เมือง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวและนักลงทุน โดยหวังให้หาดใหญ่กลับมาคึกคักดังเดิม โฆษก ทร.ระบุข้อความ “เขต 8 หาดใหญ่ จับซีลเป็นตัวประกัน” เป็น “ข่าวปลอม” Thai PBS รายงานว่า พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยถึงกรณีที่มีทนายความคนหนึ่ง โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดีย ระบุว่า “เขต 8 จับหน่วยซีลเป็นตัวประกัน พร้อมเรียกค่าไถ่ 40,000 บาท” ว่า กรณีดังกล่าวเป็นเฟกนิวส์ เป็นข่าวปบอม กำลังพลก็ยังปฏิบัติงานกันตามปกติ เพราะทางกองทัพเรือตั้งใจจะมาช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยเท่านั้น เข้าใจดีว่าหลังจากนี้ การช่วยเหลือในพื้นที่เขต 8 จะค่อยๆ ดีขึ้น เพราะระดับน้ำลดลงตามสถานการณ์ ทุกคนเข้าใจว่า ก่อนหน้านี้ชาวบ้านอาจจะได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐด้วยความล่าช้า เพราะในพื้นที่ดังกล่าว เป็นพื้นที่เข้าถึงยากและมีกระแสน้ำไหลเชี่ยว จึงอาจทำให้ชาวบ้านไม่พอใจ จนอาจเกิดข้อความที่คลาดเคลื่อนได้ ยืนยันว่า ทางกองทัพอยู่ในเขตเมืองไม่ใช่พื้นที่ชายแดน วันนี้ไม่ได้พกอาวุธเข้าไปหาชาวบ้าน แต่พกอาหารน้ำดื่มและอุปกรณ์ช่วยเหลือ โดยมีจุดประสงค์ ต้องการช่วยเหลือผู้ประสบภัยออกมาจากพื้นที่ สำหรับผู้ที่โพสต์ข้อความดังกล่าว กองทัพเรือจะไม่แจ้งความเอาผิดแต่อย่างใด แต่ถ้าหากมีโอกาส ก็อยากจะขอเข้าไปพูดคุย เพื่อปรับความเข้าใจซึ่งกันและกัน เพราะแต่ละคนอาจจะได้รับการสื่อสารที่คลาดเคลื่อนจนเกิดความเข้าใจผิดได้ ส่วนกรณีที่ปรากฏภาพ AI ตชด.ถืออาวุธเข้าพื้นที่เขต 8 นั้น ก็ขอให้ประชาชนติดตามข่าวอย่างมีสติ และเชื่อว่าหลายๆ คนดูออกอยู่แล้วว่าเป็น AI ดังนั้นจึงขอให้ทุกคนอย่าตื่นตระหนก * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * สิ่งแวดล้อม * ภัยพิบัติ * น้ำท่วม * หาดใหญ่ * สงขลา * น้ำท่วมภาคใต้ * ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง
dlvr.it
November 29, 2025 at 11:31 AM
Human Rights Watch เรียกร้องไทยยกเลิกข้อหานักข่าวออสเตรเลีย ชี้ปราบปรามข้ามพรมแดนแทนมาเลเซีย
Human Rights Watch เรียกร้องไทยยกเลิกข้อหานักข่าวออสเตรเลีย ชี้ปราบปรามข้ามพรมแดนแทนมาเลเซีย auser15 Sat, 2025-11-29 - 18:02 'เมอร์เรย์ ฮันเตอร์' นักข่าวออสเตรเลีย ถูกจับที่สนามบินสุวรรณภูมิและถูกยึดพาสปอร์ต เมื่อช่วงเดือนกันยายน หลังเขียนบทความวิจารณ์หน่วยงานกำกับสื่อมาเลเซีย Human Rights Watch ชี้เป็นตัวอย่างการปราบปรามข้ามพรมแดน เรียกร้องไทยยกเลิกข้อหาทันที เมอร์เรย์ ฮันเตอร์ (Murray Hunter) นักข่าวชาวออสเตรเลีย | ภาพโดย: ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เว็บไซต์ Human Rights Watch รายงานเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2025 ว่า เมอร์เรย์ ฮันเตอร์ (Murray Hunter) นักข่าวชาวออสเตรเลีย ถูกจับกุมที่สนามบินสุวรรณภูมิเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2025 ขณะรอขึ้นเครื่องไปฮ่องกง (Hong Kong) เขาถูกตั้งข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามมาตรา 328 ของประมวลกฎหมายอาญาไทย รวม 4 กระทง จากการเขียนบทความวิจารณ์คณะกรรมการสื่อสารและมัลติมีเดียแห่งมาเลเซีย (Malaysian Communications and Multimedia Commission) แต่ละกระทงมีโทษจำคุกสูงสุด 2 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท รวมแล้วเขาอาจติดคุกนานถึง 8 ปี ฮันเตอร์ถูกควบคุมตัว 24 ชั่วโมงก่อนได้รับการประกันตัว แต่ถูกยึดพาสปอร์ตห้ามออกนอกประเทศ องค์กรสิทธิมนุษยชน Human Rights Watch เรียกร้องให้ทางการไทยยกเลิกข้อหานี้ทันที ต้นตอของคดี เมื่อเดือนเมษายน 2024 ฮันเตอร์เขียนบทความ 4 ชิ้นลงในจดหมายข่าว Substack ของเขา วิพากษ์วิจารณ์คณะกรรมการสื่อสารฯ ของมาเลเซียอย่างรุนแรง ตัวแทนทางกฎหมายของคณะกรรมการในไทยจึงแจ้งความดำเนินคดี วันที่ 17 พฤศจิกายน อัยการไทยสั่งฟ้องฮันเตอร์อย่างเป็นทางการ คดีนัดขึ้นศาลอาญากรุงเทพใต้ในวันที่ 22 ธันวาคม รัฐบาลมาเลเซียปิดกั้นเสรีภาพสื่อ รัฐบาลมาเลเซียจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกอย่างหนัก โดยใช้กฎหมายที่มีถ้อยคำกว้างและคลุมเครือเล่นงานผู้วิจารณ์ เมื่อเดือนธันวาคม 2024 รัฐสภามาเลเซียผ่านการแก้ไขพระราชบัญญัติการสื่อสารและมัลติมีเดีย พ.ศ. 2541 ให้เข้มงวดยิ่งขึ้น คณะกรรมการสื่อสารฯ เคยสั่งบล็อกเว็บข่าวหลายแห่งเพื่อปิดกั้นเสียงวิจารณ์ อย่างไรก็ตาม การแจ้งความดำเนินคดีในไทยถือเป็นก้าวใหม่ของรัฐบาลมาเลเซียในการปิดปากนักวิจารณ์ ไทยร่วมมือปราบปรามข้ามพรมแดน Human Rights Watch ระบุว่าคดีนี้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลไทยยินดีละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกเพื่อช่วยเหลือรัฐบาลต่างชาติที่ต้องการเล่นงานผู้วิจารณ์นอกประเทศ เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ทางการไทยยังยอมนำงานศิลปะเกี่ยวกับฮ่องกง ทิเบต และซินเจียง ออกจากนิทรรศการที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ตามคำขอของสถานทูตจีน ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ทางการไทยดูเหมือนจะร่วมมือกับรัฐบาลต่างชาติในการปราบปรามนักวิจารณ์ที่อาศัยอยู่ในไทย ซึ่งเรียกว่า "การปราบปรามข้ามพรมแดน" สถิติที่น่าตกใจ ไทยเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN Human Rights Council) แต่เพิกเฉยต่อข้อเสนอแนะเรื่องเสรีภาพในการแสดงออกจากการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน (Universal Periodic Review) เมื่อปี 2021 นับตั้งแต่รัฐประหารปี 2014 รัฐบาลไทยดำเนินคดีกับประชาชนเกือบ 2,000 คนจากการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก รวมถึงชาวต่างชาติอย่างพอล แชมเบอร์ส (Paul Chambers) นักวิชาการด้านไทยศึกษาชื่อดัง ที่ต้องออกจากไทยเมื่อต้นปี 2025 ดาเนียลา กาฟชอน (Daniela Gavshon) ผู้อำนวยการ Human Rights Watch ประจำออสเตรเลีย กล่าวว่า "ออสเตรเลียและรัฐบาลที่เป็นห่วงควรส่งสัญญาณชัดเจนว่าการดำเนินคดีกับฮันเตอร์จะส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของไทย รัฐบาลไทยไม่ควรช่วยรัฐบาลมาเลเซียปิดปากและดำเนินคดีกับผู้วิจารณ์" คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN Human Rights Committee) ระบุว่ารัฐบาลควรพิจารณายกเลิกโทษอาญาสำหรับคดีหมิ่นประมาท และ "การจำคุกไม่ใช่บทลงโทษที่เหมาะสม" สำหรับความผิดฐานหมิ่นประมาท * ข่าว * สิทธิมนุษยชน * ต่างประเทศ * Human Rights Watch * เมอร์เรย์ ฮันเตอร์ * มาเลเซีย
dlvr.it
November 29, 2025 at 11:08 AM
UN Women เผยทุก 10 นาที มีผู้หญิง 1 คนเสียชีวิตจากความรุนแรงโดยคนใกล้ชิด
UN Women เผยทุก 10 นาที มีผู้หญิง 1 คนเสียชีวิตจากความรุนแรงโดยคนใกล้ชิด auser15 Sat, 2025-11-29 - 17:45 รายงานล่าสุดจากองค์การเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ (UN Women) เผยทุก 10 นาที มีผู้หญิง 1 คนเสียชีวิตจากความรุนแรงโดยคนใกล้ชิด ภาพจาก: Unsplash/Ehimetalor Akhere Unuabona เว็บไซต์ UN News รายงานเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2025 ว่า อาซี เทสฟาย (Azie Tesfai) นักแสดงชาวอเมริกัน ถูกชายแปลกหน้าส่งข้อความคุกคามมานานถึง 3 ปี ทั้งที่เธอไม่เคยเห็นหน้าหรือรู้จักเขาเลย วันหนึ่ง การคุกคามออนไลน์กลายเป็นการสะกดรอยในชีวิตจริง เขาส่งข้อความบอกเธอว่าวันนี้เธอใส่ชุดอะไร "ความหวาดกลัวที่รุนแรงที่สุดคือการถูกจับตามองจากคนที่เราไม่รู้ตัวตน" เทสฟายกล่าวต่อที่ประชุมสหประชาชาติ (UN) ในนิวยอร์ก เนื่องในวันสากลเพื่อขจัดความรุนแรงต่อสตรี ต่อมาชายคนนี้เริ่มขู่ฆ่าเธอ เทสฟายแจ้งตำรวจ แต่ได้รับคำตอบว่า "ตำรวจทำอะไรไม่ได้ตามกฎหมาย" เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นในโลกออนไลน์และไม่รู้ตัวตนของคนร้าย ทุก 10 นาที มีผู้หญิง 1 คนเสียชีวิตจากความรุนแรงโดยคนใกล้ชิด รายงานล่าสุดจากองค์การเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ (UN Women) และสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) เปิดเผยว่า ปีที่แล้วมีผู้หญิงและเด็กหญิงถูกฆาตกรรมโดยเจตนามากกว่า 80,000 คน กว่าครึ่งหนึ่งของเหยื่อเหล่านี้ถูกฆาตกรรมโดยคู่รักหรือคนในครอบครัว นั่นหมายความว่าทุก 10 นาที มีผู้หญิงหรือเด็กหญิง 1 คนเสียชีวิตจากน้ำมือคนใกล้ชิด ในขณะที่ผู้ชายถูกฆาตกรรมโดยคู่รักหรือครอบครัวเพียง 11% เท่านั้น ภัยคุกคามออนไลน์ที่รุนแรงขึ้น อันนาเลนา แบร์บ็อค (Annalena Baerbock) ประธานสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ กล่าวว่าผู้หญิงที่มีตำแหน่งสูงเกือบทุกคนที่เธอพบในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นนักข่าว นักเคลื่อนไหว หรือนักการเมือง ล้วนเผชิญกับการคุกคามทางดิจิทัลที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งการล่วงละเมิดทางเพศและการขู่ทำร้ายร่างกาย รายงานระบุว่าเทคโนโลยีดิจิทัลทำให้ความรุนแรงต่อผู้หญิงแย่ลง และยังสร้างรูปแบบใหม่ๆ เช่น การเผยแพร่ภาพส่วนตัวโดยไม่ได้รับอนุญาต การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล และการสร้างวิดีโอปลอมด้วย AI "เป้าหมายของการคุกคามเหล่านี้ไม่เคยเปลี่ยน คือการข่มขู่ ทำให้อับอาย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการปิดปาก" แบร์บ็อคกล่าว พร้อมเตือนว่า "ด้วยความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ การคุกคามกำลังขยายตัวในขนาดและความเร็วที่ไม่เคยเห็นมาก่อน" ต้องยุติการลอยนวลพ้นผิด ซีมา บาฮูส (Sima Bahous) ผู้อำนวยการ UN Women กล่าวว่า "ความท้าทายยังยิ่งใหญ่มาก ผู้รอดชีวิตถูกไม่เชื่อ ผู้กระทำความผิดลอยนวล" อุปสรรคสำคัญคือการขาดกฎหมายและกฎระเบียบทั่วโลกที่จะคุ้มครองผู้หญิงจากความรุนแรงออนไลน์ บาฮูสเสนอ 3 ทางออก ได้แก่ ต้องยอมรับว่าความรุนแรงทางดิจิทัลคือความรุนแรงจริง กระบวนการยุติธรรมต้องเอาผิดบริษัทเทคโนโลยีได้ และต้องลงทุนเพิ่มในการป้องกันและตอบสนอง "ตราบใดที่กฎหมายไม่ถือว่าการล่าเหยื่อทางออนไลน์เป็นอันตราย เราถูกคาดหวังให้ปกป้องตัวเองด้วยการหายไป" เทสฟายกล่าว "เราสมควรได้รับกฎหมายที่ปกป้องเราตอนที่เรายังมีชีวิตอยู่" * ข่าว * สิทธิมนุษยชน * ต่างประเทศ * UN Women * ผู้หญิง * ความรุนแรงในครอบครัว
dlvr.it
November 29, 2025 at 10:50 AM
กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเผยไทยติดอันดับ 17 เสี่ยงสูงจากสภาพอากาศสุดขั้ว
กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเผยไทยติดอันดับ 17 เสี่ยงสูงจากสภาพอากาศสุดขั้ว auser15 Sat, 2025-11-29 - 17:20 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมเผยไทยติดอันดับ 17 เสี่ยงสูงจากสภาพอากาศสุดขั้ว เร่งยกระดับการเตือนภัย พร้อมบูรณาการมาตรการรับมือแบบองค์รวม 29 พฤศจิกายน 2568 Thai PBS รายงานว่า ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้เปิดเผย ข้อมูลจากรายงาน Climate Risk Index (CRI) 2026 โดยองค์กร Germanwatch ที่ประเมินผลกระทบจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วทั่วโลก โดยใช้ฐานข้อมูลระหว่างประเทศ ช่วงระยะเวลา 30 ปี (ค.ศ. 1995–2024) พบว่า ในปี 2024 ประเทศไทยมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น อยู่ในอันดับที่ 17 จากอันดับที่ 72 ในปี 2022 สะท้อนถึงความเปราะบางต่อเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วอย่างชัดเจน ส่วนความเสี่ยงระยะยาว 30 ปี อยู่อันดับที่ 22 จากอันดับที่ 30 ในปี 2022 แสดงให้เห็นว่าความเสี่ยงของไทยเพิ่มสูงขึ้น รายงานดังกล่าว ยังระบุว่า ในช่วงปี 30 ปีที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วมากกว่า 9,700 ครั้ง มีประชากรได้รับผลกระทบเกือบ 5.7 พันล้านคน มีผู้เสียชีวิตกว่า 832,000 คน เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจรวมกว่า 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสาเหตุการเสียชีวิตสูงที่สุดเกิดจากคลื่นความร้อนและพายุ รวม 66% ขณะที่น้ำท่วมส่งผลกระทบต่อประชากรมากที่สุด 48% ส่วนพายุสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงที่สุด 58% หรือราว 2.64 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับปี 2024 ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วมากที่สุด 10 อันดับแรก ได้แก่ เซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์ เกรนาดา ชาด ปาปัวนิวกินี ไนเจอร์ เนปาล ฟิลิปปินส์ มาลาวี เมียนมา และเวียดนาม ขณะที่ความเสี่ยงระยะยาว 30 ปี ประเทศที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด ได้แก่ โดมินิกัน เมียนมา และฮอนดูรัส ซึ่งกลุ่มประเทศดังกล่าวมีความสามารถในการปรับตัวต่ำกว่าประเทศอื่น ดร.พิรุณ กล่าวว่า ถึงแม้ว่าไทยจะมีระดับการพัฒนาสูงกว่าประเทศรายได้ต่ำหลายประเทศ แต่ยังคงเผชิญกับความสูญเสียและความเสียหายจากสภาพอากาศรุนแรง โดยเฉพาะเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ จ.สงขลา หนึ่งในจังหวัดที่มีความเสี่ยงในเรื่องภัยอันตรายจากฝนตกหนัก ที่มีปริมาณฝนตกหนักสูงสุดถึง 350 มิลลิเมตรต่อวัน ถือเป็นปริมาณที่มากผิดปกติในรอบ 300 ปี ส่งผลกระทบสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งสาเหตุของปริมาณฝนที่ตกหนักนี้เป็นสัญญาณบ่งชี้ที่ชัดเจนถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รูปแบบของฝนเปลี่ยนแปลงไป รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยกำหนดนโยบายรัฐบาลด้านธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ข้อ 12 เร่งติดตั้งเครื่องมือเตือนภัยและพัฒนาเครือข่ายการเตือนภัยพิบัติโดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงสูง และข้อ 13 ผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำ ประกาศให้ไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ในปี 2050 ภายใต้กรอบดังกล่าว กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จึงเร่งขับเคลื่อนและบูรณาการการดำเนินงานตามแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (National Adaptation Plan : NAP) อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ระดับนโยบายถึงระดับพื้นที่ ร่วมกับหน่วยงานหลักทั้ง 6 สาขา ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ทั้งการยกระดับระบบเตือนภัยพิบัติของประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายการปรับตัวระดับโลก (Global Goal on Adaptation : GGA) การบริหารจัดการน้ำทั้งในเมืองและชนบท การส่งเสริมมาตรการปรับตัวด้านสาธารณสุข เกษตร และโครงสร้างพื้นฐาน การสนับสนุนการใช้แนวทางธรรมชาติในการแก้ไขปัญหา การพัฒนาแนวทางการปรับตัวในพื้นที่เสี่ยง รวมถึงการพัฒนากลไกสนับสนุนการปรับตัว เช่น การเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับการปรับตัวในพื้นที่ การพัฒนาฐานข้อมูลความเสี่ยงและศูนย์ข้อมูลด้านการปรับตัว รวมถึงระบบการติดตามเชิงรุก การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการบริหารจัดการความเสี่ยง อีกทั้ง พัฒนาดัชนีความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ (CRI) ที่เหมาะสมกับประเทศไทย เป็นเครื่องมือในการวางแผนนโยบายรายพื้นที่หรือระดับจังหวัด และเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย ให้กับทุกภาคส่วน ได้เข้าถึงข้อมูลดัชนีความเสี่ยงฯ เพื่อใช้ในการประเมินความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบที่จะเกิดขึ้น พร้อมกับเร่งผลักดัน พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อเป็นกลไกในการเพิ่มขีดความสามารถด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสื่อสารสร้างความตระหนักรู้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประเทศและประชาชนในการรับมือกับสภาพอากาศสุดขั้วที่มีความถี่และความรุนแรงที่มากขึ้นในอนาคต * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * สิ่งแวดล้อม * การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ * ภัยพิบัติ
dlvr.it
November 29, 2025 at 10:23 AM
On This Day - 29 พ.ย. 2556 ‘สุเทพ เทือกสุบรรณ’ ประกาศจัดตั้ง กปปส. อย่างเป็นทางการ
On This Day - 29 พ.ย. 2556 ‘สุเทพ เทือกสุบรรณ’ ประกาศจัดตั้ง กปปส. อย่างเป็นทางการ auser15 Sat, 2025-11-29 - 16:42 29 พ.ย. 2556 สุเทพ เทือกสุบรรณ ประกาศจัดตั้ง ‘คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.)’ อย่างเป็นทางการ  ย้อนไปเมื่อ 24 พ.ย. 2556 การชุมนุม ‘มวลมหาประชาชน คนไทยใจเกินล้าน’ นำโดย สุเทพ เทือกสุบรรณ เกิดขึ้นหลังจากพรรคเพื่อไทย นำโดย ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ชนะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2554 ด้วยคะแนนเสียงข้างมาก 265 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร แม้จะได้ที่นั่งเกินครึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร แต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องเผชิญแรงกดดันจากหลายประเด็นสำคัญ เช่น โครงการรับจำนำข้าวที่กลายเป็นประเด็นถกเถียในด้านความโปร่งใสและความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ และการเสนอร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมแบบ ‘เหมาเข่งสุดซอย’ ซึ่งบางส่วนมองว่าอาจเป็นกฎหมายที่เขียนขึ้นมาเพื่อล้างผิดให้ ทักษิณ ชินวัตร และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความรุนแรงทางการเมืองอื่นๆ ส่งผลต่อความไม่พอใจจากหลายฝ่าย ทั้งกลุ่มบุคคลที่ไม่ชอบทักษิณและกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากการใช้ความรุนแรงโดยรัฐ  กระนั้น 17 พ.ย. 2556 สุเทพ เทือกสุบรรณ ได้ประกาศจัดการชุมนุมใหญ่ครั้งแรกภายใต้แคมเปญ ‘วันมวลมหาประชาชน คนไทยใจเกินล้าน’ โดยนัดรวมมวลชน บริเวณถนนราชดำเนิน ในวันที่ 24 พ.ย. 2556 โดยมีวัตถุประสงค์ คือ ‘การต่อต้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมไปสู่การกำจัดระบอบทักษิณ’ ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่ต่อเนื่องมาจากเดือนตุลาคมในปีเดียวกัน การชุมนุมครั้งนี้ สุเทพใช้ยุทธศาสตร์การชุมนุมแบบ ‘ดาวกระจาย’ คือ ประกาศว่าตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายนเป็นต้นไป จะมีการดาวกระจายเป็น 13 ทัพ ออกจากถนนราชดำเนินไปยังสถานที่ราชการและสถานีโทรทัศน์ต่าง ๆ ดังนั้น วันที่ 24 พ.ย. 2556 จึงนับเป็นจุดเริ่มต้นของการชุมนุม ‘คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.)’ ซึ่งประกาศก่อตั้งกลุ่มอย่างเป็นทางการในวันที่ 29 พ.ย. 2556 ที่ศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ โดยมี สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นเลขาธิการ  นอกจาก สุเทพแล้ว ยังมี สส. พรรคประชาธิปัตย์ขณะนั้น ลาออกมาร่วมการชุมนุม ได้แก่ ถาวร เสนเนียม, สาธิต วงศ์หนองเตย,อิสระ สมชัย, วิทยา แก้วภราดัย, ชุมพล จุลใส, พุฒิพงษ์ ปุณกันต์, เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ และ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ  สุดท้ายนี้ 9 ธ.ค. 2556 ยิ่งลักษณ์ ชิณวัตร ได้ประกาศยุบสภา โดยมีกําหนดวันเลือกตั้ง ทั่วไปในวันที่ 2 ก.พ. 2557 แต่กลุ่ม กปปส. ยังคงยืนยันต่อต้านรัฐบาลโดยปฏิเสธการเลือกตั้งใหม่ และเรียกร้องให้รักษาการนายกฯ ลาออก เพื่อให้มีการปฏิรูปประเทศก่อนเลือกตั้ง ทำให้การชุมนุมนี้ลากยาวไปจนถึงการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในเดือนพฤษภาคม 2557 ข้อมูลของศูนย์เอราวัณ ปี 2557 ได้สรุปจำนวนครั้งของเหตุการณ์ความรุนแรงจากชุมนุมทางการเมือง ตั้งแต่วันที่ 30 พ.ย. 2556 - 29 พ.ค. 2557 รวมทั้งสิ้น 96 เหตุการณ์ มียอดรวมผู้บาดเจ็บ 782 ราย และผู้เสียชีวิต 27 ราย หมายเหตุ - ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการปริญญานิพนธ์วารสารสนเทศและสื่อใหม่ (Senior Project) ของนิสิตภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีการศึกษา 2567 โดยมีผู้จัดทำคือ โยษิตา สินบัว อ้างอิง * การเมืองไทยร่วมสมัย พ.ศ. 2540-2563 : พัฒนาการทางการเมือง ความขัดแย้ง และประชาธิปไตย (เจริญพานิช, 2566) * 27 ชีวิตที่หล่นหาย จากเสียงนกหวีดถึงวันรัฐประหาร – waymagazine.org * ความตายที่เงียบงัน: 29 ศพ ก่อนรัฐประหาร 57 - เปิดผลไต่สวนการตาย 4 กปปส. | ประชาไท  * ข่าว * การเมือง * on this day บันทึกกาลเมืองไทย
dlvr.it
November 29, 2025 at 9:48 AM
แนะจัดทำกฎหมายงบ PB เฉพาะ และพัฒนาแพลตฟอร์มระดับชาติ สร้างความโปร่งใสจัดทำงบแบบมีส่วนร่วม
แนะจัดทำกฎหมายงบ PB เฉพาะ และพัฒนาแพลตฟอร์มระดับชาติ สร้างความโปร่งใสจัดทำงบแบบมีส่วนร่วม auser15 Sat, 2025-11-29 - 16:34 กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ สภาผู้แทนราษฎร ศึกษาแนวทางจัดทำงบแบบมีส่วนร่วม ชี้ ยังติดข้อจำกัดเชิงกฎหมายและการบริหารจัดการ แนะจัดทำกฎหมายงบ PB เฉพาะ - ปรับระเบียบพัสดุรองรับโครงการขนาดเล็ก พร้อมพัฒนาแพลตฟอร์มระดับชาติ สร้างความโปร่งใสการจัดทำงบแบบมีส่วนร่วม ฉัตร สุภัทรวณิชย์ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร 29 พฤศจิกายน 2568 เว็บไซต์สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา รายงานว่า นายฉัตร สุภัทรวณิชย์ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาศึกษาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการออกแบบงบประมาณ (Participatory Budgeting: PB) โดยมีผู้แทนจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรุงเทพมหานคร และสถาบันพระปกเกล้า ร่วมให้ข้อมูล โดยที่ประชุมได้รับทราบข้อมูลว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนในการออกแบบงบประมาณ ถือเป็นกระบวนการที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีบทบาทโดยตรงในการกำหนดทิศทางการใช้จ่ายทรัพยากรของรัฐ เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมและเสริมสร้างความโปร่งใสในกระบวนการงบประมาณ อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมพบว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนในการออกแบบงบประมาณยังติดข้อจำกัดเชิงกฎหมาย โดยเฉพาะการบรรจุข้อเสนอของประชาชนเข้าสู่งบประมาณไม่ถูกนำไปปฏิบัติจริง เนื่องจากยังไม่มีผลผูกพันเชิงกฎหมาย ทำให้ขาดแรงจูงใจ และข้อจำกัดการจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่เอื้อต่อโครงการขนาดเล็ก เพราะเมื่องบประจำเพิ่มขึ้น ส่งผลให้พื้นที่งบลงทุนของท้องถิ่นลดลง รวมทั้งยังพบปัญหาว่า หลายชุมชนยังเขียนโครงการไม่ได้ ต้องมีพี่เลี้ยงคอยช่วยแนะนำการเขียนโครงการตามมาตรฐานของหน่วยงานภาครัฐ และปัญหางบประมาณเหลือ เนื่องจากขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้างล่าช้า การมีส่วนร่วมจำกัดเฉพาะกลุ่มผู้นำ และกลุ่มนอกทะเบียนชุมชนยังไม่เข้าไม่ถึงกระบวนการ ภายหลังการพิจารณาที่ประชุมได้มีข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนในการออกแบบงบประมาณระบบ PB ควรมีการจัดทำกรอบกฎหมายเฉพาะ เพื่อสร้างผลผูกพันชัดเจน และปรับปรุงระเบียบพัสดุให้อำนวยความสะดวกต่อโครงการชุมชนขนาดเล็ก รวมทั้งพัฒนาแพลตฟอร์ม PB ระดับประเทศ พร้อมระบบเปิดเผยข้อมูลแบบ Real-time นอกจากนี้ควรมีการเพิ่มช่องทางเข้าถึงของประชาชนทุกกลุ่ม โดยไม่จำกัดเฉพาะชุมชนที่จดทะเบียน รวมทั้งจัดทำระบบแจ้งผลการพิจารณาแก่ประชาชนอย่างเป็นทางการ เพื่อสร้างความโปร่งใสในการจัดทำงบประมาณ * ข่าว * การเมือง * จัดทำงบแบบมีส่วนร่วม
dlvr.it
November 29, 2025 at 9:38 AM
ไทย-กัมพูชาเดินหน้าปักหมุดชั่วคราว 277 จุด ระหว่างหลักเขตแดนที่ 42-43
ไทย-กัมพูชาเดินหน้าปักหมุดชั่วคราว 277 จุด ระหว่างหลักเขตแดนที่ 42-43 auser15 Sat, 2025-11-29 - 16:21 กองกำลังบูรพาร่วมกรมแผนที่ทหารประชุมฝ่ายกัมพูชา ประมวลผล GPS-ภาพถ่ายทางอากาศ ระหว่างหลักเขตแดนที่ 42-43  กำหนดพิกัดหมุดชั่วคราวทุก 50 เมตร ฝ่ายไทย 138 หมุด กัมพูชา 139 หมุด ย้ำปักตามหลักเขตแดนเดิม 120 ปี ไม่ใช้แผนที่ 1:200,000 เริ่มปักจริง 28 พ.ย. ที่ผ่านมา NBT Chanthaburi รายงานเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 ว่า กองกำลังบูรพา ร่วมกับชุดสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ของกรมแผนที่ทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย จำนวน 10 นาย ได้ปฏิบัติงานร่วมกับฝ่ายกัมพูชา  ณ ห้องประชุมอาคารตรวจคนเข้าเมืองฝั่งกัมพูชา จุดผ่านแดนถาวรคลองลึก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว โดยได้ดำเนินการประมวลผลข้อมูลที่ได้จากการรังวัด GPS และบินถ่ายภาพทางอากาศที่ผ่านมา รวมทั้งได้จัดทำแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ พื้นที่หลัก 42 ถึง 43 เสร็จเรียบร้อย และได้ดำเนินการจัดทำข้อมูลค่าพิกัดที่ตั้งหมุดชั่วคราว บนเส้นตรงระหว่างหลักเขตแดนที่ 42 ถึง 43 ของแต่ละฝ่ายอ้างสิทธิ์ ทุก ๆ ระยะ 50 เมตร แล้วเสร็จ โดยเส้นที่ฝ่ายไทยอ้างสิทธิ์ มีจำนวน 138 หมุด และเส้นที่ฝ่ายกัมพูชาอ้างสิทธิ์ มีจำนวน 139 หมุด รวม 277 หมุด ซึ่งการกำหนดแนวเขตแดนเพื่อการปักหมุดชั่วคราวในครั้งนี้ เป็นการปักหมุดตามที่ตั้งหลักเขตแดนเดิมที่ปักในอดีตเมื่อกว่า 120 ปี ไม่ได้ปักตามหรือใช้ แผนที่ 1:200,000 แต่อย่างใด สำหรับแผนการปฏิบัติในวันนี้ 28 พฤศจิกายน 2568 จะดำเนินการปักหมุดชั่วคราว โดยเริ่มตั้งแต่บริเวณหลัก 42 เป็นต้นไป * ข่าว * การเมือง * ความมั่นคง * กรณีพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา
dlvr.it
November 29, 2025 at 9:25 AM
'อนุทิน' ยอมรับรัฐบาลบกพร่อง ย้ำขอโทษที่ไม่สามารถปกป้องให้ประชาชนปลอดภัยได้
'อนุทิน' ยอมรับรัฐบาลบกพร่อง ย้ำขอโทษที่ไม่สามารถปกป้องให้ประชาชนปลอดภัยได้ auser15 Sat, 2025-11-29 - 16:02 'อนุทิน' ยอมรับรัฐบาลบกพร่อง ย้ำขอโทษที่ไม่สามารถปกป้องให้ประชาชนปลอดภัยได้ มองต้องแก้กฎหมายยกระดับการเตือนภัย เผยเตรียมขนทีมเศรษฐกิจ-ผู้บริหารสถาบันการเงิน ลงพื้นที่หาดใหญ่พรุ่งนี้ - ระบุเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น หลังในหลวงพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ รับผู้เสียชีวิตไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ 29 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (30 พ.ย.68) ช่วงบ่าย จะเดินทางลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาอีกครั้ง โดยจะมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นายอัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์, นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ., นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย, นายฉัตรชัย ศิริไล ประธานสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ, นางลภาวรรณ จันทร์กระจ่าง รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน และรักษาการแทนผู้อำนวยการธนาคารออมสิน และนายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ร่วมคณะลงพื้นที่เพื่อจะได้เห็นเหตุการณ์จริงทั้งหมด และจะได้เตรียมการเรื่องของให้สินเชื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างเต็มที่ ซึ่งต้องลงพื้นที่ไปเห็นหน้างานด้วยตัวเองจะได้เห็นภาพ และนำกลับมาทำงานได้ด้วยความเข้าใจ และรวดเร็วในการให้ความช่วยเหลือ ส่วนที่เรียกนายเอกนิติ, นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ประชุมที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ก็เป็นการสรุป และสิ่งที่ต้องช่วยเหลืออย่างโดยด่วน หลังจากลงพื้นที่มา ได้มอบภารกิจให้กับรัฐมนตรี และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งวันนี้ก็จะเร่งให้กระทรวงมหาดไทย นำรายชื่อผู้ที่จะได้รับการเยียวยา หลังรัฐบาลได้อนุมัติกรอบวงเงินไว้เรียบร้อยแล้ว ครัวเรือนละ 9,000 บาท ซึ่งคาดว่า ภายในสัปดาห์หน้าเงินเยียวยาจะถึงมือประชาชน ส่วนที่มีข่าวว่า ยอดการเยียวยาอาจจะทะลุไปถึง 30,000 บาท นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเยียวยามีหลายอย่าง ตอนนี้ตรงไหนที่ใช้เยียวยาได้ก็เอาออกมาใช้ให้หมด อย่างเช่นงบฯ ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ. ครัวเรือนละ 9,000 บาท ก็จะดำเนินการทันที และยังมีเรื่องของการซ่อมแซมบ้าน ตามความเสียหายจริงครัวเรือนละไม่เกิน 45,000 บาท ซึ่งตนจะระดมคนลงพื้นที่ไปเร่งสำรวจ โดยหากคนส่วนกลางไม่พอ ก็จะระดมคนจากส่วนภูมิภาคลงไปช่วยเหลือด้วย นายอนุทิน กล่างอีกว่า นอกจากนี้จะมีการให้สินเชื่อเพื่อฟื้นตัว รายละไม่เกิน 100,000 บาท ไม่มีดอกเบี้ย ในระยะเวลา 6 เดือน และอีกก้อนหนึ่งคือ สินเชื่อเพื่อนำไปซ่อมแซมทรัพย์สิน ครัวเรือนละ 100,000 บาทเช่นกัน และระยะเวลา 1 ปี ซึ่งทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็ตอบรับมาแล้วว่า สถาบันการเงินมีแหล่งเงินเพียงพอในการให้สินเชื่อ ซึ่งส่วนนี้ก็จะเป็นธนาคารของรัฐ ที่รับนโยบายอยู่แล้ว รวมไปถึงการพักหนี้ พักดอกเบี้ย อย่างไรก็ตามนายเอกนิติ และนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กำลังหารือ เพื่อขอความร่วมมือจากธนาคารพาณิชย์ เพราะเราไปบังคับเขาไม่ได้ จึงจำเป็นต้องขอความร่วมมือ ส่วนเรื่องของกระทรวงพาณิชย์ ก็จะมีการจัดให้มีสินค้าราคาทุน หรือต่ำกว่าทุน จัดเป็นมหกรรม หรือศูนย์กลางเพื่อจำหน่ายสินค้า ให้กับประชาชนที่ประสบภัยในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งปลัดกระทรวงพาณิชย์ได้ยืนยันว่า ได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการ และผู้ผลิตบางคน ให้สินค้าราคาทุน และยังแถมสินค้ามาเพิ่มให้ด้วย นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวย้ำอีกว่า เมื่อวานนี้ระหว่างลงพื้นที่ พบเจอใครก็บอกขอโทษ ที่รัฐบาลไม่สามารถดูแลปกป้อง ให้พวกเขามีความปลอดภัยได้ เมื่อถามว่า ตอนนี้เข้าสู่ระยะฟื้นฟูแล้วได้มีการสรุปถึงสาเหตุปัญหาอุปสรรคที่ทำให้ อ.หาดใหญ่วิกฤติหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตอนนี้มองไปข้างหน้า เรื่องที่มาของปัญหาอย่างไร รัฐบาลก็มีความบกพร่อง ตนก็ยอมรับไม่ว่า จะมาจากที่ไหนก็แล้วแต่ เมื่อมีคนเสียชีวิต มีคนสูญเสีย มีคนบาดเจ็บอยู่บ้านไม่ได้ มันก็นายกฯ ทั้งนั้น ความผิดนายกฯ ทั้งนั้น นี่คือเหตุผลที่ต้องลงไปประจำ ต้องใช้องคาพยพ ใช้ความรู้ประสบการณ์ทั้งหมดที่มีอยู่ทุ่มเทลงไปในจุดแห่งปัญหานี้ และเร่งแก้ปัญหาพลิกฟื้นให้เร็วที่สุด เมื่อถามย้ำว่า มีความจำเป็นต้องหาถึงต้นตอ จะได้ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำในอนาคต นายอนุทิน กล่าวว่า ต้นตอมีหลายอย่าง เรื่องของการเตือนภัยจะต้องมีการยกระดับว่า เตือนภัย เตือนปุ๊บต้องออกจากบ้านปั๊บ ซึ่งต้องมาแก้กฎหมายอีก เมื่อสักครู่นั่งคุยกับผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมาย ไม่ใช่ว่า เตือนใครจะออกก็ออก ต้องมีการซ้อมการหนีภัย ซึ่งได้สั่งให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ดำเนินการในเรื่องนี้ เพราะเราทราบจุดที่เสี่ยงเกิดภัยอยู่แล้ว ต้องดำเนินการ และเรื่องของสภาพภูมิประเทศ จ. สงขลาคือ แอ่งกระทะจริง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเมืองหาดใหญ่คือ กระทะ ทุกอย่างก็ไหลลงมากองอยู่ก้นกระทะ ตอนนี้ต้องไปนั่งแก้ไข ถนนเป็นอุปสรรคหรือไม่ ถ้าถนนเป็นอุปสรรคจะทำอย่างไร เพื่อให้ส่วนแนวถนนเป็นที่ระบายน้ำ ก็ต้องมาดูรายละเอียดเยอะ พอระบายไปที่ทะเลสาบสงขลา เกิดมีช่วงหนึ่งน้ำทะเลหนุนมากกว่าช่องรูถนน จะทำให้น้ำกลับไหลเข้าเมืองอีกหรือไม่ ตรงนี้กรมทางหลวงต้องดูอย่างละเอียด ทางเลี่ยงเมืองต้องคิดแล้วว่า จะเลี่ยงอย่างไร ทำให้เป็นคันกั้นน้ำ เอาไว้รายละเอียดค่อยว่ากัน ระบุเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น หลังในหลวงพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ นายอนุทินกล่าวถึงกรณี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยราษฎรที่ประสบเหตุอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ บุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ว่าถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณ ซึ่งตนได้รับการเชิญพระราชกระแสจาก พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งท่านได้อัญเชิญพระราชกระแสมาให้เร่งดำเนินการตามนี้ ด้วยพระองค์ท่านพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ จำนวน 100 ล้านบาท ให้กับโรงพยาบาลหาดใหญ่ ซึ่งมีความหมายมาก เพราะทางโรงพยาบาลจะได้นำไปซื้อเครื่องมือแพทย์ที่เสียหายไปจากเหตุน้ำท่วม และนำไปพัฒนาระบบต่างๆ เพื่อมาดูแลผู้ป่วย ซึ่งตนได้นำเรื่องขอนำผู้อำนวยการโรงพยาบาลหาดใหญ่ รีบไปรับพระราชทานพระราชทรัพย์ ซึ่งได้ทำเรื่องกราบบังคมทูลขึ้นไปทันที และทั้งสองพระองค์ทรงรับผู้เสียชีวิตไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ เรื่องของการจัดการศพต่างๆ ก็จะทรงรับเป็นเจ้าภาพทั้งหมด นายอนุทิน กล่าวต่อว่า แต่ในส่วนของผู้เสียชีวิตเอง ทางรัฐบาลจะเร่งดำเนินการออกใบมรณบัตร และเร่งคืนร่างให้กับญาติ เพื่อไปทำพิธีทางศาสนา และเร่งจ่ายค่าปลงศพรายละ 2 ล้านบาท โดยทันที นายอนุทิน กล่าวอีกว่า พระองค์ยังทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานกำลังใจให้กับบุคลากรทุกเหล่าที่ให้การช่วยเหลือพี่น้องประชาชนผู้ประสบภัย ทั้งแพทย์ เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครทั้งหลาย และยังทรงพระราชทานโดรนให้กับเหล่าทัพทั้งหมด เพื่อมาใช้ในการบริหารสถานการณ์ผู้ประสบภัย ซึ่งตนคิดว่าเพียงเท่านี้ก็ถือว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นแล้ว ที่เหลือรัฐบาลจะต้องไปสืบสานต่อยอดทุกอย่างให้สมกับที่เราได้รับพระราชทานคำแนะนำต่างๆ มา ในหลวง ทรงห่วงน้ำท่วมภาคใต้ พระราชทาน 100 ล้าน ฟื้นฟูโรงพยาบาลหาดใหญ พร้อมพระราชทานโดรนช่วยค้นหา แจกจ่ายอาหาร ทรงรับศพผู้เสียชีวิตทั้งหมดไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กรรมการและโฆษกศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศป.กฉ.) แถลงว่า ได้รับหนังสือจากสำนักพระราชวัง หนังสือพระราชกระแสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงห่วงใยราษฎรที่ประสบเหตุอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ บุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ในการนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้เชิญพระราชกระแสดังนี้ 1. ทรงห่วงใยราษฎรที่ประสบเหตุอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ และทรงแสดงความเสียพระราชหฤทัยต่อผู้เสียชีวิตและครอบครัวจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมรับศพผู้เสียชีวิตจากเหตุอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ทุกรายไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ 2. พระราชทานกำลังใจแก่บุคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาลหาดใหญ่ และโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และทรงชื่นชมบุคลากรทางการแพทย์ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ และจิตอาสาผู้ปฏิบัติหน้าที่ทุกคน ที่เสียสละอุทิศตนเพื่อช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์อุทกภัยดังกล่าว 3. ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเงิน จำนวน 100,000,000 บาท (หนึ่งร้อยล้านบาทถ้วน) แก่โรงพยาบาลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อฟื้นฟูและซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ ทดแทนที่เสียหายและได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัย และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายแพทย์วิโรจน์ โยมเมือง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหาดใหญ่ เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับพระราชทานเงินดังกล่าว 4. ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานอากาศยานไร้คนขับ (Drone) สำหรับค้นหา และอากาศยานไร้คนขับ (Drone) สำหรับขนส่งอาหารแก่กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อใช้ในการบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ และบรรเทาสาธารณภัยแก่ราษฎร นำมาซึ่งความปลาบปลื้มยินดีให้แก่พสกนิกรชาวไทยและ รัฐบาลเป็นอย่างยิ่ง ที่มาเรียบเรียงจาก: สำนักข่าวไทย [1] [2] | เว็บไซต์รัฐบาลไทย   * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * สิ่งแวดล้อม * ภัยพิบัติ * น้ำท่วม * น้ำท่วมภาคใต้
dlvr.it
November 29, 2025 at 9:07 AM
ศป.กฉ.เผยยอดผู้เสียชีวิตน้ำท่วมภาคใต้ล่าสุด (29 พ.ย.) 162 ราย
ศป.กฉ.เผยยอดผู้เสียชีวิตน้ำท่วมภาคใต้ล่าสุด (29 พ.ย.) 162 ราย auser15 Sat, 2025-11-29 - 15:33 ศป.กฉ. แถลงยอดผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วม 8 จังหวัดใต้ ล่าสุด (29 พ.ย.) 162 ราย จ.สงขลา สูญเสียมากสุด 126 ราย 29 พฤศจิกายน 2568 สำนักข่าวไทย รายงานว่า นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศป.กฉ.) แถลงถึงจำนวนยอดผู้เสียชีวิต จาก อุทกภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ ณ เวลา 8.00 น. วันนี้ (29 พ.ย.) รวม 162 ราย ใน 8 จังหวัด ประกอบด้วย นครศรีธรรมราช 9 ราย พัทลุง 4 ราย สงขลา 126 ราย ตรัง 2 ราย สตูล 5 ราย ปัตตานี 7 ราย ยะลา 5 ราย นราธิวาส 4 ราย * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * ภัยพิบัติ * น้ำท่วม * น้ำท่วมภาคใต้
dlvr.it
November 29, 2025 at 8:44 AM
ชาวจีนลอบข้ามแดนที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว เหยียบกับระเบิดได้บาดเจ็บ
ชาวจีนลอบข้ามแดนที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว เหยียบกับระเบิดได้บาดเจ็บ auser15 Sat, 2025-11-29 - 15:21 กองกำลังบูรพาส่งชุดเก็บกู้หุ่นระเบิด ช่วยเหลือชายชาวจีนเหยียบกับระเบิดระหว่างลักลอบข้ามมาฝั่งไทย ในพื้นที่ปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิด บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว พร้อมประสาน ตม.ดำเนินการทางกฎหมาย 29 พฤศจิกายน 2568 Thai PBS รายงานว่า กองทัพภาคที่ 1 โดยศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 เปิดเผยว่าได้รับรายงานจาก กองกำลังบูรพา มีผู้ลักลอบข้ามมาฝั่งไทยและเหยียบกับระเบิดจนได้รับบาดเจ็บ จากการตรวจสอบ พบว่าเมื่อเวลา 05.50 น. เจ้าหน้าที่ ตชด.สังกัดร้อย ฉก.ตชด.4 ได้ยินเสียงระเบิดดังบริเวณป่าละเมาะห่างจาก ถ.ศรีเพ็ญ ประมาณ 80-90 เมตร หน่วยเฉพาะกิจที่ 12 จึงได้นำโดรนขึ้นตรวจสอบประเมินสถานการณ์ พบชายชาวต่างชาติ ได้รับบาดเจ็บคาดว่าเหยียบกับระเบิดและร้องขอความช่วยเหลือด้วยภาษาอังกฤษ จึงได้นำทีมชุดเก็บกู้ทุ่นระเบิด โดยหน่วยเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมที่ 1 (นปท.1) เข้าปฏิบัติการให้การช่วยเหลือเป็นการเร่งด่วน โดยมีเจ้าหน้าที่ทหาร และ ตชด. เฝ้าระวังป้องกันและรักษาความปลอดภัย และนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลโคกสูง อ.โคกสูง จ.สระแก้ว จากการตรวจสอบเพิ่มเติม พบพาสปอร์ต ชื่อนาย SHI JINGUI ชาวจีน มณฑลยูนนาน อายุ 26 ปี คาดว่าน่าจะลักลอบข้ามแดนมายังฝั่งไทย โดยพื้นที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่ปนเปื้อนระเบิดบ้านหนองจาน ที่ยังอยู่ระหว่างปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดของฝ่ายไทย ทั้งนี้ หน่วยเฉพาะกิจที่ 12 ได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองสระแก้วเข้าดำเนินการสอบสวนตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป ทบ.ชี้สะท้อนปัญหาทุ่นระเบิดชายแดนชี้กัมพูชายังวางต่อเนื่องไม่ร่วมมือเก็บกู้ สำหรับรายละเอียดพื้นที่เกิดเหตุ พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงว่า จุดดังกล่าวตั้งอยู่ในแนวพื้นที่ปฏิบัติการของฝ่ายไทย ห่างจากถนนศรีเพ็ญประมาณ 90 เมตร และเป็นพื้นที่ปนเปื้อนทุ่นระเบิดที่ฝ่ายไทยกำลังดำเนินการเก็บกู้ตามแผน โดยที่ผ่านมาเคยตรวจพบทุ่นระเบิดจำนวนมากในพื้นที่ดังกล่าว หากพิจารณาจากสภาพพื้นที่ จะเห็นได้ว่าฝ่ายกัมพูชามีการวางทุ่นระเบิดตลอดแนวชายแดนในลักษณะขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ไทยและกระทบต่อประชาชน ไม่เฉพาะจุดนี้เท่านั้น แต่ยังพบได้ทั่วไปตลอดแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ทั้งนี้ ทุ่นระเบิดที่พบในเหตุการณ์ล่าสุดยังอยู่ระหว่างการพิสูจน์ว่าเป็นทุ่นระเบิดเก่าหรือใหม่ แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือประชาชนไทยไม่สามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ซึ่งควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยได้ พลตรี วินธัย กล่าวต่อว่า ฝ่ายกัมพูชามีการใช้ทุ่นระเบิดประกอบการปฏิบัติทางยุทธวิธีมาตั้งแต่ในอดีต และในปัจจุบันก็ยังใช้อยู่ตามแบบทางยุทธวิธีดั้งเดิม ปัจจุบันจึงพบหลักฐานการใช้ทุ่นระเบิดแบบ PMN-2 ซึ่งเป็นชนิดใหม่จำนวนมาก เพื่อใช้เป็นอาวุธลอบทำร้ายและขัดขวางฝ่ายตรงข้าม ที่สำคัญคือกัมพูชาเป็นภาคีอนุสัญญาออตตาวา และได้รับเงินสนับสนุนจำนวนมากจากนานาชาติเพื่อใช้ในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด แต่กลับไม่แสดงความร่วมมือในการเก็บกู้ตามแนวชายแดนร่วมกับฝ่ายไทย แม้ไทยจะยื่นข้อเสนอผ่านเวทีการประชุมทวิภาคีหลายครั้งก็ตาม นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าฝ่ายกัมพูชาเข้าไปขัดขวางการปฏิบัติงานเก็บกู้ของฝ่ายไทยในหลายพื้นที่อีกด้วย เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความโหดร้ายของทุ่นระเบิดที่ส่งผลกระทบต่อทุกฝ่าย ไม่เลือกว่าจะเป็นทหารหรือพลเรือนของประเทศใด ขณะเดียวกันยังชี้ให้เห็นถึงความไร้ความรับผิดชอบของกัมพูชาในการร่วมกันแก้ไขปัญหา อีกทั้งหลักฐานจำนวนมากบ่งชี้ถึงการใช้ทุ่นระเบิดใหม่อย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าข้อมูลข้อเท็จจริงที่ฝ่ายไทยได้จัดทำและส่งให้องค์กรระหว่างประเทศจะถูกนำไปใช้ในการพิจารณา และทำให้กัมพูชาต้องรับผลจากการกระทำอันรุนแรงที่เกิดขึ้นครั้งนี้ * ข่าว * การเมือง * ความมั่นคง * กรณีพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา * สระแก้ว * โคกสูง * บ้านหนองจาน
dlvr.it
November 29, 2025 at 8:26 AM
กสม.มีมติตรวจสอบกรณีพบห้องวีไอพีในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ
กสม.มีมติตรวจสอบกรณีพบห้องวีไอพีในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ auser15 Sat, 2025-11-29 - 15:05 เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์  ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนายนฤนาท  คุ้มไพบูลย์ ผู้อำนวยการสำนักคุ้มครองสิทธิมนุษยชน 2 แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 39/2568 โดยมีวาระสำคัญดังนี้ มีมติตรวจสอบกรณีพบห้องวีไอพีในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ นายวสันต์  ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้พิจารณากรณีชุดปฏิบัติการพิเศษของกรมราชทัณฑ์ตรวจค้นเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครและพบห้องลับที่ถูกดัดแปลงเป็นห้องวีไอพีเพื่ออำนวยความสะดวกและให้บริการแก่กลุ่มผู้ต้องขังชาวจีนและผู้มีอิทธิพลที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเห็นชอบให้ตรวจสอบกรณีดังกล่าว และเชิญหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลข้อเท็จจริง “เรื่องนี้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางว่า มีการเลือกปฏิบัติ ตลอดจนมีการทุจริตต่อหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง กสม. เห็นว่า เป็นเรื่องใหญ่ กระทบต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม อาจขัดต่อกฎหมาย และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 27 ที่บัญญัติไว้ว่า บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลไม่ว่าด้วยเหตุความแตกต่างในเรื่องอายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม หรือเหตุอื่นใด จะกระทำมิได้ ในการประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 จึงมีมติให้หยิบยกกรณีห้องวีไอพีของผู้ต้องขังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ขึ้นตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อไป” นายวสันต์กล่าว * ข่าว * สังคม * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ * กสม. * กรมราชทัณฑ์ * เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร * กระบวนการยุติธรรม
dlvr.it
November 29, 2025 at 8:08 AM
29 พ.ย. 68 ทางหลวงถูกน้ำท่วมในพื้นที่ 10 จังหวัด การจราจรยังผ่านไม่ได้ 11 แห่ง
29 พ.ย. 68 ทางหลวงถูกน้ำท่วมในพื้นที่ 10 จังหวัด การจราจรยังผ่านไม่ได้ 11 แห่ง auser15 Sat, 2025-11-29 - 14:51 กรมทางหลวง สรุปสถานการณ์น้ำท่วมประจำวันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 พบทางหลวงถูกน้ำท่วมในพื้นที่ 10 จังหวัด การจราจรผ่านไม่ได้ 11 แห่ง พร้อมระดมเจ้าหน้าที่ประจำการในพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการจราจร 29 พฤศจิกายน 2568 กรมทางหลวง สรุปสถานการณ์น้ำท่วมประจำวันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 พบทางหลวงถูกน้ำท่วมในพื้นที่ 10 จังหวัด การจราจรผ่านไม่ได้ 11 แห่ง พร้อมระดมเจ้าหน้าที่ประจำการในพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการจราจร และนำเครื่องมือ เครื่องจักรขนาดใหญ่ อุปกรณ์อำนวยความปลอดภัยลงพื้นที่ประสบอุทกภัยช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลัง โดยได้เสริมกำลังด้วยรถยกสูง อุปกรณ์กู้ภัย รวมถึงการรับ-ส่งผู้ประสบอุทกภัยจากจุดเสี่ยงไปยังศูนย์พักพิงอย่างปลอดภัย พร้อมช่วยเหลือและเร่งฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง หลังสถานการณ์น้ำท่วมสร้างความเสียหายและความเดือนร้อนแก่ประชาชน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้ได้มากที่สุด กรมทางหลวง สรุปสถานการณ์อุทกภัยและดินสไลด์บนทางหลวงประจำวันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 พบว่าทางหลวงถูกน้ำท่วมในพื้นที่ 10 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดอ่างทอง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดยะลา จังหวัดสตูล จังหวัดพัทลุง จังหวัดสงขลา จังหวัดปัตตานี จังหวัดตรัง และจังหวัดนราธิวาส (23 สายทาง จำนวน 35 แห่ง) การจราจรผ่านไม่ได้ 11 แห่ง ดังนี้ 1.จังหวัดเชียงใหม่ ผ่านไม่ได้ 1 แห่ง (1) ทล.1012 ฮอด - วังลุง - บ้านนาคอเรือ ช่วงกม.7+400 - 14+200 2.จังหวัดนราธิวาส ผ่านไม่ได้ 1 แห่ง (1) ทล.4062 ช่วงกม.32+600 - 32+610 อ.สุคีริน 3. จังหวัดสงขลา ผ่านไม่ได้ 2 แห่ง (1) ทล.4085 ช่วงกม.20+300 - 21+000 อ.เทพา (2) ทล.4145 ช่วงกม.1+210 อ.สะเดา 4. จังหวัดปัตตานี ผ่านไม่ได้ 4 แห่ง (1) ทล.43 ช่วงกม.97+127 - 97+252 อ.หนองจิก (2) ทล.410 ช่วงกม.2+560 - 4+900 อ.เมืองปัตตานี (3) ทล.4075 ช่วงกม.0+000 – 7+000 อ.ยะริ่ง (4) ทล.4092 ช่วงกม.21+075 อ.ทุ่งยางแดง 5.จังหวัดตรัง ผ่านไม่ได้ 1 แห่ง (1) ทล.4276 ช่วงกม.0+300 - 4+700 อ.ห้วยยอด 6. จังหวัดพัทลุง ผ่านไม่ได้ 1 แห่ง (1) ทล.4181 ช่วงกม.19+945 อ.ปากพะยูน 7.จังหวัดยะลา ผ่านไม่ได้ 1 แห่ง (1) ทล.4060 ช่วงกม.25+300 - 25+350 อ.รามัน ทั้งนี้ กรมทางหลวงยืนยันความพร้อมในการช่วยเหลือทุกสถานการณ์ โดยมุ่งเน้นความปลอดภัยของประชาชนเป็นหัวใจสำคัญ ขอให้ประชาชนปฏิบัติตามป้ายเตือน ป้ายแนะนำ หากต้องการความช่วยเหลือหรือสอบถามข้อมูลการทางหลวง สามารถติดต่อได้ที่สายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรี 24 ชม.) และเว็บไซต์ระบบบริหารจัดการภัยพิบัติ (HDMS) : https://hdms.doh.go.th/ * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * ภัยพิบัติ * น้ำท่วม * กรมทางหลวง
dlvr.it
November 29, 2025 at 7:55 AM
เรียกประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ 10 ธ.ค. และเปิดประชุมสามัญ 12 ธ.ค.
เรียกประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ 10 ธ.ค. และเปิดประชุมสามัญ 12 ธ.ค. auser15 Sat, 2025-11-29 - 14:22 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระราชกฤษฎีกาโปรดเกล้าฯ ให้เรียกประชุมรัฐสภา 2 สมัย เรียกประชุมสมัยวิสามัญ ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2568 และเรียกประชุมสมัยประชุมสามัญประจำปี ครั้งที่สอง ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2568 มีเป้าหมายเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายสำคัญที่อยู่ในขั้นตอนเร่งด่วนของประเทศ 29 พฤศจิกายน 2568 เว็บไซต์สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา รายงานว่า ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 142 ตอนที่ 78 ก ได้เผยแพร่ พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ. 2568 โดยมีพระบรมราชโองการของ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ สมควรเรียกประชุมรัฐสภาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 122 และมาตรา 175 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุม สมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2568 โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ขณะเดียวกัน ราชกิจจานุเบกษาฉบับเดียวกัน ยังได้เผยแพร่ พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปี ครั้งที่สอง พ.ศ. 2568 ซึ่งระบุว่า สภาผู้แทนราษฎรได้กำหนดวันเริ่มสมัยประชุมสามัญประจำปี ครั้งที่สอง ในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ตามความในมาตรา 121 ของรัฐธรรมนูญ และอาศัยอำนาจตามมาตรา 121 มาตรา 122 และมาตรา 175 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปี ครั้งที่สอง ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ จากการดำเนินงานของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารชี้ให้เห็นว่า การเรียกประชุมสมัยวิสามัญในวันที่ 10–11 ธันวาคม 2568 มีวาระสำคัญเพื่อรองรับการพิจารณา ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 เนื่องจากรัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องเว้นระยะเวลา 15 วัน หลังการพิจารณาในวาระที่ 2 จึงจะสามารถพิจารณาในวาระที่ 3 ได้ หากรอเปิดประชุมสมัยสามัญในวันที่ 12 ธันวาคม อาจไม่ทันกรอบเวลาที่กำหนดไว้ก่อนช่วงเทศกาลปีใหม่ และสำหรับการเรียกประชุมรัฐสภาทั้งสองสมัยต่อเนื่องกัน ถือเป็นจังหวะสำคัญของกระบวนการนิติบัญญัติและการปฏิรูปทางการเมืองในช่วงปลายปี 2568 โดยเฉพาะการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นประเด็นสำคัญระดับประเทศที่สังคมให้ความสนใจและจับตาการทำงานของรัฐสภาอย่างใกล้ชิด * ข่าว * การเมือง * ประชุมรัฐสภา
dlvr.it
November 29, 2025 at 7:28 AM
พปชร. ประชุมใหญ่ปรับทัพใหม่ 'ตรีนุช' นั่งเลขาธิการพรรค ยัน 'ประวิตร' ยังลงชิงนายก
พปชร. ประชุมใหญ่ปรับทัพใหม่ 'ตรีนุช' นั่งเลขาธิการพรรค ยัน 'ประวิตร' ยังลงชิงนายก auser15 Sat, 2025-11-29 - 14:11 พรรคพลังประชารัฐประชุมใหญ่ปรับทัพใหม่ 'ตรีนุช' นั่งเลขาธิการพรรค แจ้งที่ประชุม เสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ก่อน 8 ธ.ค.นี้ "ไพบูลย์“ หวังส่งครบทั้ง 3 ชื่อ ยัน 'ประวิตร' ยังลงชิงนายก เผยพร้อมส่งผู้สมัคร สส. ทุกภาค 29 พฤศจิการยน 2568 NBT Connext รายงานว่า พรรคพลังประชารัฐ จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี ครั้งที่ 3/2568 โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค พปชร. เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารพรรค สส. ตัวแทนภาค ตัวแทนสาขา และสมาชิกพรรค เข้าร่วมกันอย่างพร้อมเพรียง จากนั้น นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรค พปชร. แถลงภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้มีการรับรองรายงานการประชุม และแก้ไขข้อบังคับพรรค โดยมีเรื่องสำคัญคือการเปลี่ยนที่ตั้งของสำนักงานพรรค และเลือกกรรมการบริหารพรรคแทนตำแหน่งที่ว่าง โดยเลือกรองหัวหน้าพรรค 1 ตำแหน่ง และเลขาธิการพรรค 1 ตำแหน่ง และกรรมการบริหารพรรคอีก 7 ตำแหน่ง ซึ่งผลของการเลือก ทำให้คณะกรรมการบริหารพรรคของพรรค พปชร. ประกอบด้วย ดังนี้ 1.พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค 2.นางสาวตรีนุช เทียนทอง เลขาธิการพรรค 3.นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรค 4.นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรค 5.นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค 6.นายภัครธรณ์ เทียนไชย รองหัวหน้าพรรค 7.นายนิพันธ์ ศิริธร รองหัวหน้าพรรค 8.พล.อ.กฤษณ์โยธิน ศศิพัฒนวงษ์ เหรัญญิกพรรค 9.นายกระแสร์ ตระกูลพรพงศ์ กรรมการบริหารพรรค 10.พลตำรวจโทปิยะ ต๊ะวิชัย กรรมการบริหารพรรค 11. หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ เกษมศรี กรรมการบริหารพรรค 12.นายวัน อยู่บำรุง กรรมการบริหารพรรค 13.พลตำรวจเอก ธรรมศักดิ์ วิชชารยะ กรรมการบริหารพรรค 14.นายบุรินทร์ สุขพิศาล กรรมการบริหารพรรค 15.พลโท กิตติพนธ์ สมจิต กรรมการบริหารพรรค 16.นายสามารถ แก้วมีชัย กรรมการบริหารพรรค 17.นายอนุมัติ อาหมัด กรรมการบริหารพรรค 18.นายอดิศร นุชดำรงค์ กรรมการบริหารพรรค 19.นายยุทธนา ศรีตะบุตร กรรมการบริหารพรรค 20.ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ อำนรรมสรเดช กรรมการบริหารพรรค 21.นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น กรรมการบริหารพรรค 22.นายสมโภชน์ แพงแก้ว กรรมการบริหารพรรค นายไพบูลย์ กล่าวว่า ที่ประชุมยังมีมติเลือกคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง ประกอบด้วย ประเภทกรรมการบริหาร 5 คน ได้แก่ 1.นายไพบูลย์ นิติตะวัน 2.นางสาวตรีนุช เทียนทอง 3.พลเอกกฤษณ์โยธิน ศศิพัฒนวงษ์ 4.นายภัครธรณ์ เทียนไชย 5.นายยุทธนาศรีตะบุตร ประเภทหัวหน้าสาขา จำนวน 4 สาขา ประกอบด้วย 1.สาขาพรรคจังหวัดเชียงใหม่ 2.สาขาพรรคจังหวัดปัตตานี 3.สาขาพรรคจังหวัดร้อยเอ็ด 4.สาขาพรรคจังหวัดสิงห์บุรี ประเภทตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด จำนวน 2 จังหวัด ได้แก่ 1.ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดสระแก้ว 2.ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดกรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ ที่ประชุมจึงมีการประกาศเชิญชวนให้มีการเสนอชื่อคนที่เห็นสมควรที่จะได้รับพิจารณาแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีต่อคณะกรรมการบริหารพรรค โดยให้เสนอภายในวันที่ 8 ธันวาคมนี้ ขณะที่การเตรียมความพร้อมส่งผู้สมัคร สส.ของพรรค นายไพบูลย์ กล่าวว่า พรรคมีว่าที่ผู้สมัคร สส.ทุกภาคแล้ว และพรรคพร้อมเข้าสู่การเลือกตั้งครั้งต่อไป ส่วนจะครบ 400 เขตหรือไม่นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการคัดเลือกผู้สมัคร สส. ส่วนจะส่งได้กี่เขตนั้น ต้องรอให้คณะกรรมการฯที่ได้รับมอบหมายไปดำเนินการ ซึ่งขณะนี้มีจำนวนที่มากเพียงพอ   สำหรับรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค จะเสนอครบทั้ง 3 รายชื่อหรือไม่ นายไพบูลย์ กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา ในครั้งนี้จะเสนอแคนดิเดตนายกฯ มากกว่า 1 คน และถ้าเป็นไปได้จะส่งให้ครบทั้ง 3 คน ทั้งนี้ ยืนยันว่ามีชื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคแน่นอน  * ข่าว * การเมือง * พรรคพลังประชารัฐ
dlvr.it
November 29, 2025 at 7:14 AM
นักเศรษฐศาสตร์ชี้น้ำท่วมหาดใหญ่ทำเศรษฐกิจภาคใต้ติดลบ จัดการล้มเหลวสะท้อนกลไกราชการมีปัญหา
นักเศรษฐศาสตร์ชี้น้ำท่วมหาดใหญ่ทำเศรษฐกิจภาคใต้ติดลบ จัดการล้มเหลวสะท้อนกลไกราชการมีปัญหา auser15 Sat, 2025-11-29 - 13:49 นักเศรษฐศาสตร์ชี้มหาอุทกภัยหาดใหญ่ทำเศรษฐกิจภาคใต้ติดลบ ความล้มเหลวในการจัดการภัยพิบัติขนาดใหญ่สะท้อนกลไกราชการมีปัญหา เราเห็นแค่นักการเมืองส่วนใหญ่ไปผัดกับข้าว ลุยน้ำ แจกของออกสื่อ แทนที่จะใช้เวลาและทรัพยากรในพัฒนาระบบในการรับมือกับภัยพิบัติ ประสานงานเพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาโดยภาพรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภาพจาก : สำนักประชาสัมพันธ์เขต 6 กรมประชาสัมพันธ์ 29 พฤศจิกายน 2568 รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า มหาอุทกภัยหาดใหญ่และบางจังหวัดในภาคใต้อาจจะทำให้เศรษฐกิจภาคใต้ติดลบในไตรมาสสี่และมีแนวโน้มสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวจำนวนมาก ขณะที่ยังไม่สามารถประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม เมื่อย้อนกลับไปดู ผลกระทบทางเศรษฐกิจของอุทกภัยหาดใหญ่ในอดีต พบว่า ในปี พ.ศ. 2543 สร้างความเสียหายกว่า 10,000 ล้านบาท ส่วนปี 2553 ความเสียหายประมาณ 20,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งบ้านเรือน สินทรัพย์ รายได้จากภาคท่องเที่ยว รายได้ของแรงงาน และโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนมหาอุทกภัยในครั้งนี้รุนแรงกว่าในอดีต และ มีผู้เสียชีวิตจากความล้มเหลวในการจัดการภัยพิบัติขนาดใหญ่ หาดใหญ่เป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญของภาคใต้ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวมาเลเซียและสิงคโปร์ ภาพลักษณ์เสียหายอาจทำให้การฟื้นตัวต้องใช้เวลานาน ความล้มเหลวในการจัดการภัยพิบัติขนาดใหญ่สะท้อนกลไกราชการมีปัญหา การทำงานเป็นแบบตั้งรับและยังคงเป็นเรื่องของการเยียวยาฟื้นฟู บรรเทาความเดือดร้อน มากกว่า การทำงานเชิงรุกและลดความเสี่ยงเชิงระบบ ขณะเดียวกัน เกิดปัญหาเอกภาพในการสั่งการ อำนาจสั่งการทับซ้อนกัน ทำให้เกิดความสับสนซ้ำซ้อนในการแก้ปัญหา การเคลื่อนย้ายทรัพยากรเพื่อแก้ปัญหาวิกฤติไม่มีประสิทธิภาพและไม่เท่าทันต่อสถานการณ์ที่มีอันตรายต่อชีวิต  ขณะที่เราเห็นนักการเมืองส่วนใหญ่ไปผัดกับข้าว ลุยน้ำ แจกของออกสื่อ แทนที่จะใช้เวลาและทรัพยากรในพัฒนาระบบในการรับมือกับภัยพิบัติ ประสานงานเพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาโดยภาพรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาระบบ Digital Terrain Model จะทำให้สามารถพัฒนาแบบจำลองน้ำไหลได้อย่างแม่นยำ สามารถคำนวณมวลกระแสน้ำสะสมและระบุระดับความเสี่ยงของน้ำท่วม รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวอีกว่า ควรเร่งปฏิรูปกระบวนทัศน์จัดการภัยพิบัติแบบเชิงรุกหลังเผชิญความแปรปรวนของธรรมชาติเป็นความปรกติใหม่จากภาวะโลกร้อน โดยต้องนำ วิทยาการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) และ ปัญญาประดิษฐ์ Ai มาคาดการณ์อนาคต แต่การจะดำเนินการเช่นนั้นได้จำเป็นต้องมีการเก็บข้อมูลเชิงพื้นที่ และ ฐานข้อมูลต้องครบถ้วนถูกต้อง บูรณาการระบบข้อมูลทั้งหมดเพื่อสามารถใช้ข้อมูลเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจได้ เป็นการบริหารจัดการขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ข้อมูลเหล่านี้ยังสามารถนำมาใช้เพื่อพิจารณาในการลงทุนป้องกันภัยพิบัติได้ตรงเป้าหมายยิ่งขึ้นด้วย นอกจากนี้ ควรใช้ประโยชน์จากข้อมูลดาวเทียมและภูมิสารสนเทศจากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศหรือจิสด้าเพื่อป้องกันภัยพิบัติล่วงหน้าได้มากขึ้นจากการที่สามารถประเมินพื้นที่ที่เสี่ยงภัยพิบัติได้ การนำข้อมูลจากจีสด้าที่แสดงข้อมูลระดับลึกของน้ำมาซ้อนทับกับข้อมูลมือถือเพื่อที่ทราบแหล่งที่ตั้งของผู้ประสบภัยที่ต้องได้รับการช่วยเหลือ จะทำให้สามารถเข้าช่วยเหลือได้ตรงเป้าหมายและมีประสิทธิภาพ       * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * สิ่งแวดล้อม * อนุสรณ์ ธรรมใจ * ภัยพิบัติ * น้ำท่วมภาคใต้ * น้ำท่วมหาดใหญ่ * น้ำท่วม
dlvr.it
November 29, 2025 at 6:57 AM
แอมเนสตี้ประณามไทยส่งผู้ลี้ภัยชาวมองตานญาดกลับเวียดนาม ชี้ละเมิดหลักสิทธิมนุษยชน
แอมเนสตี้ประณามไทยส่งผู้ลี้ภัยชาวมองตานญาดกลับเวียดนาม ชี้ละเมิดหลักสิทธิมนุษยชน auser15 Sat, 2025-11-29 - 13:21 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุการส่งตัว "อี ควิน เบดั๊บ" นักปกป้องสิทธิมนุษยชนชาวมองตานญาดกลับเวียดนาม เป็นการละเมิดพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนของไทย เนื่องจากผู้ถูกส่งตัวมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกทรมาน ภาพกราฟิก: กิตติยา อรอินทร์/ประชาไท 29 พฤศจิกายน 2568 สืบเนื่องจากการส่งตัวอี ควิน เบดั๊บ นักปกป้องสิทธิมนุษยชนผู้เป็นชนเผ่าพื้นเมืองชาวมองตานญาดและเอดี จากประเทศไทยไปยังเวียดนาม ชนาธิป ตติยการุณวงศ์ นักวิจัยประจำประเทศไทย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลกล่าวว่า การส่งผู้ร้ายข้ามแดนครั้งนี้เป็นความล้มเหลวอย่างร้ายแรงในพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย การส่งนักกิจกรรมที่เป็นชนเผ่าพื้นเมืองกลับไปยังประเทศที่มีหลักฐานอย่างชัดเจนเกี่ยวกับการทรมานและการเลือกปฏิบัติต่อชาวมองตานญาดทำให้อี ควิน เบดั๊บตกอยู่ในอันตรายอย่างยิ่ง “ศาลเวียดนามมีประวัติการตัดสินลงโทษนักกิจกรรมผ่านกระบวนการที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานระหว่างประเทศเกี่ยวกับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม การส่งตัวอี ควิน เบดั๊บให้กับทางการที่เขาหลบหนีมาเนื่องจากการตัดสินความผิดผ่านการพิจารณาคดีที่ไม่เป็นธรรม ถือว่าประเทศไทยได้ละเมิดหนึ่งในการคุ้มครองพื้นฐานที่สุดของกฎหมายระหว่างประเทศ “หลังจากเหตุการณ์ส่งตัวชาวอุยกูร์กลับไปยังประเทศจีนในช่วงก่อนหน้าของปีนี้ นี่คือครั้งที่สองที่ประเทศไทยส่งตัวบุคคลกลับประเทศทั้งที่มีความเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ทั้งที่มีกฎหมายห้ามทรมานและหลักการไม่ส่งกลับซึ่งบังคับใช้ในปี 2566 “ทางการไทยต้องประกันความปลอดภัยและการคุ้มครองสำหรับผู้ที่หลบหนีการประหัตประหารทุกคน รวมถึงชนเผ่าพื้นเมืองและชนกลุ่มน้อยด้านศาสนาจากเวียดนาม แทนการทำให้พวกเขาเสี่ยงต่ออันตราย” ข้อมูลพื้นฐาน เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 ศาลอุทธรณ์ของประเทศไทยได้มีคำพิพากษาอนุญาตให้ส่งตัวอี ควิน เบดั๊บเป็นผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งเขาเป็นผู้ลี้ภัยที่ได้รับสถานะจากองค์การสหประชาชาติและอาศัยอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2561 โดยทนายความของเบดั๊บได้บอกเล่าว่าการนัดฟังคำพิพากษาถูกกำหนดขึ้นล่วงหน้าเพียงหนึ่งวันเท่านั้น เบดั๊บถูกส่งตัวไปยังประเทศเวียดนามทั้งที่มีความกังวลมาอย่างยาวนานเกี่ยวกับความปลอดภัยของนักกิจกรรมผู้เป็นชนเผ่าพื้นเมืองที่ถูกส่งตัวกลับ เขาถูกจับกุมในข้อหาอยู่เกินกำหนดในเดือนมิถุนายน 2567 หลังทางการเวียดนามร้องขอให้ส่งตัว โดยอ้างว่าเขาถูกตัดสินจำคุก 10 ปีในการพิจารณาคดีลับหลังจำเลยจากข้อหาก่อการร้ายในช่วงก่อนหน้าของปีดังกล่าว ซึ่งก่อนหน้านี้แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลได้เรียกร้องไม่ให้ทางการไทยส่งตัวเบดั๊บเนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกทรมาน เบดั๊บเป็นสมาชิกของชนกลุ่มน้อยด้านชาติพันธุ์เอดีและเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง “กลุ่มมองตานญาดสู้เพื่อความยุติธรรม” (Montagnards Stand for Justice) ซึ่งบันทึกข้อมูลการละเมิดสิทธิของชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองในที่ราบสูงภาคกลาง และสนับสนุนสิทธิด้านศาสนาและวัฒนธรรม ทางการเวียดนามกล่าวหาว่าเบดั๊บและชาวมองตานญาดอีก 5 คนเกี่ยวข้องกับการโจมตีอาคารของรัฐบาลในจังหวัดดั๊กลักเมื่อเดือนมิถุนายน 2566 แต่เบดั๊บได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านี้มาโดยตลอด แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลได้บันทึกข้อมูลการประหัตประหารชุมชนมองตานญาดอย่างกว้างขวางหลายครั้ง ซึ่งเป็นการจับกุมโดยพลการ การทรมาน และการจำกัดสิทธิอย่างรุนแรงในการปฏิบัติตามหลักศาสนาและการเดินทาง หลังจากการโจมตีในดั๊กลักเมื่อปี 2566 ชาวมองตานญาดรายงานว่ามีการควบคุมตัวผู้คนจำนวนมาก มาตรการปิดล้อมพื้นที่ด้านความมั่นคง และการสอบสวนที่ใช้ความรุนแรง หลายคนระบุว่าถูกทุบตี ถูกช็อตด้วยไฟฟ้า หรือถูกฉีดสารไม่ทราบชนิดระหว่างการสอบสวน ตามคำบอกเล่าของเบดั๊บ เขาถูกทรมานระหว่างการจับกุมเมื่อปี 2553 โดยอธิบายว่าเขาถูกทุบตีอย่างรุนแรงและถูกปฏิบัติอย่างไม่เหมาะสมที่สถานีตำรวจ คำบอกเล่าของเขาสอดคล้องกับข้อมูลที่แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลได้รายงานอย่างต่อเนื่องมากว่าทศวรรษ รวมถึงกรณีที่นักโทษถูกคุมขังในห้องที่เล็กมากเป็นเวลาหลายเดือน ถูกล่ามโซ่เป็นเวลานาน หรือได้รับอาหารและน้ำที่ปนเปื้อน แม้จะให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาต่อต้านการทรมานของสหประชาชาติในปี 2558 แต่เวียดนามยังคงใช้แนวทางการควบคุมตัวโดยมิชอบ นักโทษทางความคิด ผู้ถูกควบคุมตัวด้วยเหตุผลทางการเมือง รวมถึงสมาชิกชนกลุ่มน้อยด้านชาติพันธุ์และศาสนายังคงตกเป็นเป้าหมาย การตัดสินใจของประเทศไทยในการส่งตัวเบดั๊บยังเป็นการละเมิดพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายภายในประเทศ หลักการไม่ส่งกลับในอนุสัญญาต่อต้านการทรมานของสหประชาชาติและในพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายของประเทศไทยได้ห้ามอย่างเด็ดขาดไม่ให้ส่งตัวบุคคลไปยังประเทศที่พวกเขาจะตกอยู่ในอันตรายจากการทรมาน แต่แม้จะมีพันธกรณีเหล่านี้ เมื่อไม่นานมานี้ประเทศไทยกลับส่งตัวชายชาวอุยกูร์ 40 คนกลับไปยังประเทศจีน ทำให้พวกเขามีความเสี่ยงสูงที่จะถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง * ข่าว * สิทธิมนุษยชน * ต่างประเทศ * แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล * อี ควิน เบดั๊บ * เวียดนาม
dlvr.it
November 29, 2025 at 6:25 AM
กสทช. รับรองผู้ชนะการประมูลคลื่นความถี่ในระบบ FM
กสทช. รับรองผู้ชนะการประมูลคลื่นความถี่ในระบบ FM auser15 Sat, 2025-11-29 - 13:06 กสทช. รับรองผู้ชนะการประมูลคลื่นความถี่ในระบบ FM และรับทราบแนวทางการเตรียมความพร้อมในการจัดสรรคลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมเคลื่อนที่สากล เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้มีการประชุม กสทช. ครั้งที่ 35/2568 ซึ่งเป็นการประชุมต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 26 – 27พฤศจิกายน 2568 ณ สำนักงาน กสทช. นางสาวอรดา เทพยายน ผู้ช่วยเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เปิดเผยว่า วันนี้มีระเบียบวาระเข้าสู่ที่ประชุม กสทช. จำนวนทั้งสิ้น 60 วาระ ผ่านการพิจารณาทั้งสิ้น 37 วาระ โดยมีระเบียบวาระที่น่าสนใจ ดังนี้ วาระที่ 6.2 การรับรองชื่อผู้ชนะการประมูลคลื่นความถี่ในระบบเอฟเอ็ม สำหรับการให้บริการกระจายเสียง ประเภทกิจการทางธุรกิจ ระดับท้องถิ่น กสทช. รับรองรองรายชื่อชนะการประมูลคลื่นความถี่ในระบบเอฟเอ็ม สำหรับการให้บริการกระจายเสียง ประเภทกิจการทางธุรกิจ ระดับท้องถิ่น จำนวน 1,895 คลื่นความถี่ (นิติบุคคล) ในที่ประชุม และมอบหมายให้สำนักงาน กสทช. ประกาศรายชื่อผู้ชนะการประมูลให้ทราบเป็นการทั่วไปผ่านทางเว็บไซต์ของสำนักงาน กสทช. และอนุญาตให้ผู้ชนะการประมูล ได้รับอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ในระบบเอฟเอ็ม สำหรับการให้บริการกระจายเสียง ประเภทกิจการทางธุรกิจ ระดับท้องถิ่น เมื่อได้ปฏิบัติตามประกาศ กสทช.  เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่และประกอบกิจการกระจายเสียง ข้อ 21 ครบถ้วน ภายในระยะเวลาที่ประกาศกำหนด โดยกำหนดให้ใบอนุญาตมีอายุไม่เกิน 5 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2573 และให้มีขอบเขตพร้อมทั้งเงื่อนไขการใช้คลื่นความถี่ตามที่กำหนดไว้ในประกาศเชิญชวน ทั้งนี้ กรณีผู้ชนะการประมูลอยู่ในพื้นที่ประสบมหาอุทกภัยน้ำท่วมที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขในภายในระยะเวลาที่กำหนด ขอให้ประสานแจ้งสำนักงาน กสทช. เพื่อขอขยายระยะเวลา         สำหรับ กรณีคลื่นความถี่ที่เหลือจากการประกาศเชิญชวนในครั้งนี้ สำนักงาน กสทช. จะทำรายงานเสนอ กสทช. เพื่อพิจารณาการใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่และบริหารจัดการคลื่นความถี่ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป วาระที่ 6.3 การพิจารณาคำขอรับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ ระบบเอฟเอ็ม สำหรับการให้บริการกระจายเสียง ประเภทกิจการบริการสาธารณะ และประเภทกิจการบริการชุมชน ตามประกาศเชิญชวนขอรับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ ระบบเอฟเอ็ม สำหรับการให้บริการกระจายเสียง ประเภทกิจการบริการสาธารณะและประเภทกิจการบริการชุมชน (เพิ่มเติม) กสทช. อนุญาตให้ผู้สมควรได้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ระบบเอฟเอ็ม สำหรับการให้บริการกระจายเสียง ประเภทกิจการบริการสาธารณะ จำนวน 485 คลื่นความถี่ และประเภทกิจการบริการชุมชน จำนวน 114 คลื่นความถี่ ได้รับอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ฯ เมื่อได้ปฏิบัติตามประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่และประกอบกิจการกระจายเสียง ข้อ 21 ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่ประกาศกำหนดโดยกำหนดให้ใบอนุญาตมีอายุไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2573 และให้มีขอบเขตพร้อมทั้งเงื่อนไขการใช้คลื่นความถี่ตามที่กำหนดไว้ในประกาศเชิญชวน ทั้งนี้ กรณีผู้ทดลองออกอากาศที่ไม่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้สมควรได้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ฯ ให้สิ้นสุดการออกอากาศตามบทเฉพาะกาล ในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 และให้เพิกถอนใบอนุญาตตามกฎหมาย ว่าด้วยวิทยุคมนาคมที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งดำเนินการเกี่ยวกับเครื่องวิทยุคมนาคม (เครื่องส่งวิทยุกระจายเสียงระบบเอฟเอ็ม และสายอากาศวิทยุกระจายเสียงระบบเอฟเอ็ม) ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันที่สิ้นสุดการออกอากาศ วาระที่ 3.9 แนวทางการเตรียมความพร้อมในการจัดสรรคลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมเคลื่อนที่สากลสำหรับปี 2569 – 2571 กสทช. รับทราบแนวทางการเตรียมความพร้อมในการจัดสรรคลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมเคลื่อนที่สากลสำหรับปี 2569 – 2571 และรับทราบกรอบระยะเวลาการดำเนินงานและแนวทางการศึกษาของคณะทำงานเตรียมความพร้อมในการจัดสรรคลื่นความถี่ จัดทำหลักเกณฑ์ และจัดทำวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมเคลื่อนที่สากล สำหรับปี 2569 – 2571 โดยจำแนกคลื่นความถี่ออกเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้ กลุ่มที่ 1 คลื่นความถี่ที่กำลังจะสิ้นสุดการอนุญาต ได้แก่ 2100 MHz ซึ่งจะสิ้นสุดการอนุญาต 6 ธค. 2570 กลุ่มที่ 2 คลื่นความถี่ที่พร้อมจัดสรร ได้แก่ 850 MHz 1500 MHz 1800 MHz 2100 MHz (TDD) และ26 GHZ กลุ่มที่ 3 คลื่นความที่อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อม 450 MHz 3300-3400 MHz 3400-3700 MHz และ 28 GHZ กลุ่มที่ 4 คลื่นความถี่ที่อยู่ระหว่างการศึกษา ได้แก่ 600 MHz 3700-4200 MHz และ 6 GHZ * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * ไอซีที * วิทยุ * วิทยุชุมชน * วิทยุท้องถิ่น * กสทช. * วิทยุ FM
dlvr.it
November 29, 2025 at 6:12 AM
‘ระบบเตือนภัย 2 ทาง’ แอปใหม่ที่ญี่ปุ่นกำลังพัฒนา ความเป็นไปได้ที่คนไทย ‘ใฝ่ฝัน’
‘ระบบเตือนภัย 2 ทาง’ แอปใหม่ที่ญี่ปุ่นกำลังพัฒนา ความเป็นไปได้ที่คนไทย ‘ใฝ่ฝัน’ รายงาน : สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ auser15 Sat, 2025-11-29 - 12:13 กมธ.พัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภาเชิญ รศ.มิเนโอะ ทาคาอิ ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยโอซาก้ามาเราโครงการล่าสุดที่กำลังทำ ระบบเตือนภัย 2 ทาง รัฐแจ้งประชาชนได้ ประชาชนแจ้งรัฐได้ แม้ภัยพิบัติหนักมาก ไม่มีไฟฟ้า เสาสัญญาณต่างๆ ล้ม เน็ตล่มหมด แต่ ‘เน็ตฉุกเฉิน’ จะยังมีอย่างน้อย 3 วันที่ขาดไฟฟ้า ภาพถ่าย ตำแหน่ง ต่างๆ จะถูกส่งมายังทีมช่วยเหลือได้ และทำให้ส่วนกลางประเมินสภาพได้รวดเร็ว ทั่วถึง  เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา (กมธ.พัฒนาการเมืองฯ) เชิญ รศ.มิเนโอะ ทาคาอิ ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น และคณะวิจัยพัฒนาเทคโนโลยี เดินทางมาบรรยายที่รัฐสภาในประเด็นการจัดการในสถานการณ์ภัยพิบัติผ่านการใช้เทคโนโลยีของระบบการเตือนภัยพิบัติแบบสองทางของญี่ปุ่นและสาธิตตัวอย่างแอปพลิเคชันดังกล่าว รศ.มิเนโอะ ทาคาอิ เริ่มต้นจากการปูพื้นฐานความเข้าใจบริบทสถานการณ์ภัยพิบัติที่ประเทศญี่ปุ่นต้องเผชิญตลอดเวลาที่ผ่านมาว่า ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ตั้งอยู่บริเวณวงแวนแห่งไฟ (Ring of Fire) ทำให้ต้องพบเจอภัยจากแผ่นดินไหว สึนามิ นอกจากนี้ยังมีไต้ฝุ่น น้ำท่วม และพายุหิมะ จึงทำให้ญี่ปุ่นต้องพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยพิบัติเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ การแจ้งเตือนภัยพิบัติในประเทศญี่ปุ่นถูกให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง หากมองจากความคุ้นเคยของคนไทยอย่างการใช้ระบบ Cell Broadcast ที่ถูกนำมาใช้งานไม่นานนี้ ญี่ปุ่นก็ยังใช้ช่องทางอย่างการประกาศข้อมูลผ่านลำโพงกระจายเสียงและถ่ายทอดผ่านโทรทัศน์ เป็นการแจ้งเตือนพื้นฐานของประเทศอยู่ แต่ก็ได้ยกระดับการแจ้งเตือนขึ้นไปอีกขั้นผ่าน 2 ระบบคือ J-ALERT และ L-ALERT เพื่อแจ้งเตือนประชาชนในบริเวณที่เกิดเหตุสามารถเข้าถึงถึงข้อมูลข่าวสารอย่างรวดเร็ว J-ALERT เป็นการแจ้งเตือนทั่วไปในระดับภูมิภาคอย่างรวดเร็วเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างทั่วถึง ต่อกรณีที่ภัยพิบัติมีพื้นที่กว้าง เป็นการแจ้งเตือนล่วงหน้าเพื่อให้ประชาชนเตรียมการรับมือต่อสถานการณ์ที่จะมาถึง อย่างเหตุพายุไต้ฝุ่นพัดขึ้นฝั่ง น้ำท่วม หิมะตก โดยผู้ดูแลระบบดังกล่าวคือหน่วยงานส่วนภูมิภาค แต่การส่งการแจ้งเตือนข้อมูลแก่ประชาชนนั้นเป็นระบบอัตโนมัติ L-ALERT เป็นการแจ้งเตือนเหตุการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่เฉพาะเจาะจงในท้องถิ่น เพื่อประกาศแจ้งเตือนสถานการณ์ฉุกเฉิน แนวทางการรับมือ รวมไปถึงพื้นที่อพยพ เป็นคำแนะนำแก่ประชาชนโดยละเอียด เช่น เหตุแผ่นดินไหว น้ำท่วม หรือสึนามิ โดยหน่วยงานท้องถิ่นเป็นผู้ดูแลระบบและจัดเตรียมข้อมู,ในการแจ้งเตือนเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ใช่ว่าระบบที่มีอยู่จะดีที่สุด อาจารย์ทาคาอิยกตัวอย่างปัญหาของระบบการแจ้งเตือนที่ใช้อยู่โดยทั่วไปของญี่ปุ่นว่า ในบางกรณีพื้นที่เสาส่งสัญญาณเกิดขัดข้อง ได้รับเสียหายจากภัยพิบัติก็ อาจทำให้ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และขอความช่วยเหลือแก่ทางการได้ อย่างเหตุการณ์ไต้ฝุ่นฮาลองพัดขึ้นฝั่งที่หมู่เกาะอิซุในวันที่ 9 ต.ค.ที่ผ่านมา ทำให้น้ำท่วมสูง ไฟฟ้าขัดข้อง และเสาสัญญาณโทรศัพท์ได้รับความเสียหาย ทำให้ทางการไม่สามารถส่งข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนผู้ประสบภัยได้ ทางการญี่ปุ่นต้องการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากช่องโหว่ที่เกิดขึ้นนี้ จึงก่อเกิดแนวคิดการพัฒนาการระบบเตือนภัยแบบสองทางขึ้น เพื่อเป็นระบบสำรอง ต่อมาอาจารย์ทาคาอิ กล่าวถึงข้อสังเกตต่อภัยพิบัติในญี่ปุ่น จากข้อมูลการแจ้งเตือนเหตุแผ่นดินไหวจากระบบ J-ALERT พบว่าประเทศญี่ปุ่นเกิดแผ่นดินไหวคิดเป็นร้อยละ 0.25 ของพื้นที่ทั้งหมดบนโลก แต่คิดเป็นร้อยละ 15 – 20  ของพื้นที่บนโลกที่มีแผ่นดินไหวมากกว่า 6 ริกเตอร์ขึ้นไปที่ตั้งอยู่บริเวณโดยรอบญี่ปุ่น ทำให้เห็นว่าพื้นที่นี้เป็นพื้นที่ที่มีความถี่ในการเกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้งที่หนึ่งของโลก นอกจากแผ่นดินไหว ญี่ปุ่นต้องเผชิญภัยพิบัติอย่างไต้ฝุ่นที่เกิดขึ้นโดยรอบประเทศเฉลี่ย 11 ลูกต่อปี และมีจำนวนถึง 3 ลูกที่พัดขึ้นฝั่ง ด้วยเหตุผลนี้ทำให้ประชาชนญี่ปุ่นมีความตระหนักถึงความสำคัญในการรับมือภัยพิบัติ อันมาจากประสบการณ์ที่พบเจอมาจากหลายชั่วอายุคนที่บ่มเพาะจิตสำนึกอันเป็นรากฐานของประชาชนญี่ปุ่นรวมทั้งรัฐบาลด้วย นั่นทำให้รัฐบาลให้ความสำคัญและสนับสนุนงบประมาณเพื่อพัฒนาระบบแจ้งเตือนสาธารณะภัยแก่หน่วยที่กำกับดูแล รวมทั้งท้องถิ่นที่ต้องลงทุนเตรียมการรับมือภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เป็นที่มาในการพัฒนาโครงการที่พัฒนาอยู่ให้เป็นทางเลือกนอกเหนือจากระบบที่มีอยู่ ในที่นี้คือระบบการเตือนภัยพิบัติแบบสองทาง ซึ่งเขาและคณะกำลังร่วมกันพัฒนา อาจารย์ทาคาอิ ได้ร่วมวิจัยระบบเตือนภัยพิบัติแบบสองทางร่วมกับ Space Dynamics Corporation เพื่อพัฒนาระบบที่มีชื่อว่า Disaster Response IoT (DR-IoT) หรือระบบอินเทอร์เน็ตสำหรับการรับมือภัยพิบัติ หรือคือระบบการแจ้งเตือนข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนในการรับมือภัยพิบัติ ด้วยแนวคิด Add-on และ On-top ใช้เป็นระบบสำรองในกรณีฉุกเฉิน โดยระบบนี้ไม่ใช่เพียงแค่การแจ้งเตือนประชาชนในทางเดียวอย่างที่ระบบเดิมมีอยู่ แต่เป็นการสร้างช่องทางเสริมที่ให้ประชาชนสามารถส่งข้อมูล ภาพถ่าย หรือพื้นที่ขอความช่วยเหลือ กลับมายังเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในพื้นที่ได้อีกด้วย ระบบ DR-IoT ในขั้นตอนการออกแบบ อาจารย์คำนึงถึงเทคโนโลยีเครือข่ายการสื่อสารที่มีอยู่เดิมของประชาชนในปัจจุบันเป็นปัจจัยสำคัญ เพื่อไม่สร้างความยุ่งยากให้แก่ประชาชนจึงเลือกใช้ Wi-Fi (Wireless Fidelity) เป็นเครือข่ายหลักในการรับส่งสัญญาณ โดยเป็นการวางโครงสร้างเครือข่ายสื่อสารผ่านการติดตั้งกล่องส่งสัญญาณ Wi-Fi ที่มีรัศมีครอบคลุมทั่วทั้งพื้นที่ พร้อมสร้างสถานี DR-IoT ที่จะติดตั้งเสาส่งสัญญาณขนาดใหญ่สามารถส่งสัญญาณได้รัศมี 20-25 กิโลเมตรไว้ตามแต่ละจุดรอบเมืองที่ใกล้กับศาลากลาง ศูนย์อพยพ และสถานีดับเพลิง เพื่อใช้เป็นพื้นที่รับรองการช่วยเหลือประชาชน และใช้เป็นศูนย์ประสานงานของเจ้าหน้าที่ โดยกล่องสัญญาณดังกล่าวจะปล่อยสัญญาณ Wi-Fi เป็นรัศมี 100 เมตร สัญญาณดังกล่าวจะเปิดใช้งานเฉพาะกรณีฉุกเฉินเท่านั้น เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสัญญาณในการรับส่งข้อมูลกับทางการได้ ถึงอย่างไรระบบดังกล่าวก็พัฒนาบนพื้นฐานแนวคิดอีกด้านคือการเป็นเครื่องมือในการอำนวยความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่อีกทาง เพื่อใช้เป็นในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ประสบภัยที่ถูกตัดขาดจากสัญญาณ นอกจากนี้กล่องสัญญาณที่ถูกติดตั้งในกรณีที่ไฟฟ้าถูกตัดขาดจะสามารถทำงานด้วยไฟฟ้าสำรองได้ถึง 72 ชั่วโมง หรือ 3 วัน ซึ่งเป็นมาตรฐานเวลาการใช้งานขั้นต่ำในการปฏิบัติการช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่ หากแบตเตอรีหมดก็สามารถใช้ พาวเวอร์แบงค์ (Power Bank) ชาร์จต่อได้ก้อนละ 6–7 ชั่วโมง อันเป็นการเตรียมความพร้อมในการรับมือทุกด้าน ระบบ DR-IoT จะปฏิบัติการบนแอปพลิเคชันที่ทางการกำหนดให้ประชาชนติดตั้งไว้ในโทรศัพท์ เพื่อรับการแจ้งเตือนจากทางการและรับ - ส่ง ข้อมูลระหว่างผู้ประสบภัยกับเจ้าหน้าที่ ซึ่งแอปพลิเคชันจะทำงานอัตโนมัติหากเกิดเหตุภัยพิบัติ ผู้ที่ติดตั้งแอปพลิเคชันจะถูกจะเชื่อมต่อกับสัญญาณที่ถูกติดตั้งไว้ทั่วเมืองโดยอัตโนมัติเพื่อรับ – ส่ง ข้อมูลกับทางการ ในแอปพลิเคชันสามารถรับข้อมูลจากทางการ ส่งขอความช่วยเหลือผ่านข้อความ ภาพ และเสียง รวมไปถึงสามารถใช้งานแผนที่ที่จะระบุที่ตั้งสถานตั้งศูนย์อพยพหรือบริเวณที่อันตราย โดยเจ้าหน้าที่จะผู้รับข้อมูลจะสามารถทราบถึงความต้องการของประชาชน แล้วจัดลำดับความสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ นอกจากนี้การแจ้งเตือนข่าวสาร และรับ-ส่ง ข้อมูล แอปพลิเคชันยังสามารถใช้ในการลงทะเบียนการเข้ามายังศูนย์อพยพ ผ่านการแสกน QR Code เพื่อยืนยันตัวตนและเป็นการแจ้งต่อหน่วยงานผู้รับผิดชอบในการทราบถึงข้อมูลของประชาชนในพื้นที่ภัยพิบัติ ข้อมูลดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ในการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนตามความต้องการ ทั้งยังเป็นเครื่องมือแบ่งเบาหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่ต้องจัดเก็บข้อมูลเพื่อรวบรวมส่งส่วนกลางในการใช้ประเมินสถานการณ์ ความพิเศษอีกอย่างที่ระบบดังกล่าวทำได้คือ การแจ้งข้อมูลกลับไปยังครอบครัวผู้ประสบภัยถึงสถานของคนในครอบครัวเช่น “อยู่ที่ศูนย์อพยพแล้ว” หรือ “ได้รับการช่วยเหลือแล้ว” จากการแจ้งของเจ้าหน้าที่ ไม่ใช่เพียงแค่การรับสารของประชาชนทางเดียว แต่ประชาชนยังสามารถสื่อสารได้ เป็นระบบการสื่อสารแบบสองทางที่ทำระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่ เพื่อให้ได้รับการช่วยเหลือตามความเหมาะสม และสร้างความสบายใจให้แก่ครอบครัวผู้ประสบภัย หากยกตัวอย่างการดำเนินการติดตั้งระบบดังกล่าวในปัจจุบัน จังหวัดโคจิ (Kochi Prefecture) เป็นจังหวัดหนึ่งที่เลือกลงทุนนำร่องโครงการเพื่อติดตั้งระบบ DR-IoT ในสองเมืองนั้นคือ เมืองโคนัน (Konan City) และเมืองโคจิ (Kochi City) เนื่องด้วยพื้นที่ดังกล่าวมีความเสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหวสูง และความรุนแรงมากพอที่จะเกิดสึนามิได้ ด้วยเหตุที่ตั้งอยู่บนรอยเลื่อนร่องลึกนันไก มีรอบระยะเวลาการเกิดแผ่นดินไหวทุก 90 – 150 ปี ซึ่งครั้งล่าสุดเกิดขึ้นคือเมื่อปี 1946 จึงทำให้จังหวัดดังกล่าวต้องดำเนินการสร้างเครื่องมือรองรับสถานการณ์คาดว่าจะเกิดล่วงหน้า แม้โครงการดังกล่าวจะมีค่าใช้จ่ายที่สูง แต่จังหวัดก็ยังคงเลือกที่จะลงทุนเพื่อเตรียมความพร้อมต่อภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นได้ในอนาคต ด้านงบประมาณโครงการจากการติดตั้งระบบ DR-IoT ในเมืองโคจินั้น มีมูลค่ารวม 400 ล้านเยน แบ่งเป็นค่าอุปกรณ์ (Hardware) 140 ล้านเยน ค่าพัฒนาระบบ (Software) 60 ล้านเยน และส่วน 200 ล้านเยนคือค่าติดตั้งซึ่งมีราคาสูงตามมาตรฐานค่าแรง (ญี่ปุ่นมีกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่เข้มแข็ง) อาจารย์ทาคาอิเปรียบเทียบความคุ้มค่าระหว่างการติดตั้ง DR-IoT กับระบบ Starlink (โครงการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมความเร็วสูงของบริษัท SpaceX) ในเมืองโคนัน ที่มีจุดติดตั้งจำนวน 97 จุด ว่า แม้ Starlink จะมีค่าอุปกรณ์เริ่มต้นถูกกว่าจากราคา 400,000 เยนต่อจุด แต่มีภาระค่าบริการและบำรุงรักษารายปีที่สูงนั้นคือ 1 ล้านเยนต่อจุด หรือคิดเป็นเงินปีละ 97 ล้านเยน ในขณะที่ DR-IoT หากเทียบกรณีเมืองโคจิลงทุน 400 ล้านเยน แต่เมืองมีขนาดใหญ่กว่าเมืองโคนันถึง 3 เท่า จึงทำให้ค่าใช้จ่ายลดลงมาเหลือ 1 ใน 3 หรือคิดอย่างหยาบคือ 130 ล้านเยน ต่อ 97 จุด ทั้งเป็นการลงทุนครั้งเดียวโดยไม่มีค่าบำรุงรักษาต่อเนื่อง 3-5 ปี หรือกล่าวอย่างสรุปด้วยวลีที่ว่า “เจ็บแต่จบ” ได้เลยทีเดียว ก่อนจบบรรยายและสาธิตตัวอย่างแอปพลิเคชัน ได้มีคำถามจากผู้เข้าร่วมต่อประเด็นข้อความที่จะปรากฏยังมือถือในกรณีใช้ Cell Broadcast หรือ DR-IoT ว่า “หากการแจ้งเตือนมีความคลาดเคลื่อน หรือมีความผิดพลาด จะมีบทลงโทษผู้ที่ส่งข้อความหรือไม่”  อาจารย์ทาคาอิ อธิบายว่าว่า “J-ALERT จะไม่มีมนุษย์เป็นผู้ดูแลการส่งข้อความแจ้งเตือน เพราะจะเป็นระบบส่งข้อความอัตโนมัติ แต่ L-ALERT เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเป็นผู้ดูแล ในญี่ปุ่นกรณีที่ส่งข้อความคลาดเคลื่อนนั้นมีบทลงโทษทางกฎหมาย แต่การลงโทษอยู่บนฐานคิดที่ว่า “ชีวิตประชาชนสำคัญที่สุด” กรณีผิดพลาดจากการออกคำสั่งให้ประชาชนอพยพมายังศูนย์ฯ ทั้งที่เหตุอาจไม่ร้ายแรง ผู้ออกคำสั่งจะมีโทษ แต่น้อยกว่าการที่ไม่แจ้งเตือนใดๆ กับประชาชน เพราะหากผิดพลาดมันหมายถึงความญเสียของชีวิตประชาชน เพื่อป้องกันความกลัวที่จะตัดสินใจของผู้ปฏิบัติ “สั่งอพยพยังดีกว่าไม่สั่งอะไรเลย”” คำถามต่อมา “ในกรณีที่ผู้ประสบภัยประสงค์จะอยู่ยังพื้นที่อาศัยของตนเอง ไม่ยินยอมอพยพ ในประเทศญี่ปุ่นเคยพบเจอเหตุการณ์ดังกล่าวหรือไม่ แล้วหากพบเจอจะดำเนินการอย่างไร” อาจารย์ทาคาอิ ให้ความเห็นว่า “ที่ญี่ปุ่นมีเหมือนกับประเทศไทย เหตุการณ์เกิดขึ้นที่แผ่นดินไหวโกเบปี 1995 ที่ผู้สูงอายุไม่ยินยอมจะออกจากคอนโดมิเนียม เพราะคิดว่าเหตุการณ์ไม่ร้ายแรง ทางการเลยดำเนินการแก้ไขโดยการให้ประชาชนทำแบบสอนถาม “ยินยอมจะไม่อพยพ” โดยเลือกที่อยู่ของตนเป็นที่อพยพ แต่ทางการจะไม่ส่งน้ำหรืออาหารให้ หากมีความประสงค์จะรับอาหารหรือสิ่งของจากทางการต้องเดินทางมารับยังศูนย์อพยพเอง หรือให้ตัวแทนในชุมชนเป็นผู้เดินทางออกมารับ (เป็นระบบที่ให้สังคมบริเวณนั้นดูแลสอดส่อง ช่วยเหลือด้วยกันเอง) ทั้งนี้ในกรณีที่อาคารหรือบ้านเรือนพังถล่มหรือเสียหายเกินกว่าที่จะสามารถอยู่อาศัยได้ โดยทั่วไปทางการจะเป็นผู้ออกเอกสารรับรองให้ว่า “บ้าน/อาคารหลังนี้ ได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหว” เพื่อนำไปเบิกยังบริษัทประกันที่ตนนได้ทำเอาไว้ (ที่ประเทศญี่ปุ่นประชาชนส่วนใหญ่ทำประกันบ้านเรือนของตน โดยครอบคลุมถึงกรณีเหตุแผ่นดินไหว) แต่ถ้าไม่ยินยอมอพยพทางการก็จะไม่ออกใบรับรองให้ หากไม่มีใบรับรองก็ไม่สามารถเบิกบริษัทประกันได้ (เช่นเดียวกับกรณีที่ไม่ได้ทำประกันเอาไว้ ทางการไม่มีการเยียวยาความเสียหายใดๆที่เกิดขึ้น) ” ประเทศญี่ปุ่นให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเตรียมการไม่เพียงแต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้า แต่มองไปถึงเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดก็ตาม... จากการบรรยายในครั้งนี้ทำให้ต้องย้อนกลับมามองดูการดำเนินการเตรียมความพร้อมในการรับมือภัยพิบัติของประเทศไทยว่า เหตุใดทำไมประเทศไทยจึงล้มเหลวในการแจ้งเตือนและรับมือภัยพิบัติบ่อยครั้ง ทำไมประชาชนพึ่งพากันเองมากกว่ารัฐให้ความช่วยเหลือ และเมื่อไรทางการไทยจะให้ความสำคัญการการจัดการภัยพิบัติ? อุทกภัยที่หาดใหญ่ในครั้งนี้ก็เป็นภาพแทนถึงความล้มเหลวของทางการไทยต่อการเตรียมความพร้อมได้เป็นอย่างดี * รายงานพิเศษ * สังคม * คุณภาพชีวิต * ต่างประเทศ * สิ่งแวดล้อม * ญี่ปุ่น * ภัยพิบัติ
dlvr.it
November 29, 2025 at 5:17 AM
คาดน้ำท่วมหาดใหญ่กระทบแรงงานข้ามชาติกว่า 50,000 คน องค์กรสิทธิเปิด 8 ข้อเสนอช่วยเหลือ-เยียวยา
คาดน้ำท่วมหาดใหญ่กระทบแรงงานข้ามชาติกว่า 50,000 คน องค์กรสิทธิเปิด 8 ข้อเสนอช่วยเหลือ-เยียวยา ภาพจากเว็บไซต์เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ See Think Fri, 2025-11-28 - 18:06 วันนี้ (28 พ.ย.) เว็บไซต์ เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ ออกจดหมายเปิดผนึก ถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ถึงข้อเรียกร้องต่อการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติในภาวะวิกฤติมหาอุทกภัยพื้นที่ภาคใต้พร้อมข้อเสนอเร่งด่วน 8 ข้อ เนื้อความในจดหมายระบุว่า จดหมายเปิดผนึก ข้อเรียกร้องต่อการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติในภาวะวิกฤติมหาอุทกภัยพื้นที่ภาคใต้ 28 พฤศจิกายน 2568 เรื่อง   ข้อเสนอต่อการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติในภาวะวิกฤติมหาอุทกภัยพื้นที่ภาคใต้ เรียน   นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน จากวิกฤติมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ทำให้ประชาชน ผู้ประกอบธุรกิจ ลูกจ้าง ภาคราชการที่ให้บริการแก่ประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง องค์กรภาคเอกชนและกลุ่มบรรเทาสาธารณภัยได้เร่งระดมให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างสุดกำลัง เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ ได้ติดตามสถานการณ์อุทกมหาภัยในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง โดยเฉพาะจังหวัดสงขลา จากสถิติแรงงานข้ามชาติในพื้นที่สงขลา ปัตตานี และ สตูลมีแรงงานข้ามชาติ ประมาณ 55,208 คน  มีแรงงานข้ามชาติในจังหวัดสงขลาจำนวน 41,602 คน จังหวัดปัตตานี 6,148 คน จังหวัดยะลาจำนวน 3,837 คน และจังหวัดสตูล 3,621 คน จากสถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงในรอบ 25 ปีทำให้เมืองหาดใหญ่และจังหวัดชายแดนภาคใต้เสียหายกระทบต่อเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว เกษตรกรรม และภาคธุรกิจ โรงงาน 715 แห่งหยุดการทำงาน พื้นที่เกษตรเสียหายกว่า 3.7 หมื่นไร่ ขนส่งสินค้าและการเดินทางถูกตัดขาด ความเสียหายประเมินสูงถึงวันละ 1,000–1,500 ล้านบาท โดยเบื้องต้นพบว่าแรงงานข้ามชาตินอกจากต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉินเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและปัจจัยยังชีพจากฝ่ายบรรเทาสาธารณภัยแล้ว  ยังพบข้อกังวลที่เกี่ยวข้องกับเอกสารของแรงงานข้ามชาติที่สูญหายหรือชำรุดในช่วงภัยพิบัติ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือเดินทาง ใบอนุญาตทำงาน ที่จะต้องยืนยันสถาะบุคคลของแรงงาน บัตรประกันสุขภาพเพื่อรับการบริการทางสาธารณสุข  และเอกสารเพื่อติดต่อราชการ  เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติจึงเรียนมาเพื่อส่งข้อเรียกร้องมายังท่านในการเร่งพิจารณาแนวทางการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติที่ประสบภัยพิบัติ ดังนี้ ข้อเสนอเร่งด่วน  1. ประกาศรับสมัครอาสาสมัครที่เป็นแรงงานข้ามชาติ ร่วมกับกลุ่มบรรเทาสาธารณภัย ในการติดตามให้การช่วยเหลือแรงงาน ในภาษาที่แรงงานข้ามชาติสามารถสื่อสารได้  2. ประกาศนโยบายช่วยเหลือฉุกเฉินแก่แรงงานข้ามชาติที่ไม่สามารถเดินทางไปทำงานให้ถือเป็นวันหยุดโดยไม่คำนวนหักเป็นวันหยุดตามสิทธิที่กฎหมายกำหนด เพื่อเสริมสร้างกำลังใจให้แก่แรงงานที่ประสบภัยสามารถรับมือกับวิกฤติโดยมิพักต้องกังวลถึงผลกระทบจากการหยุดงานซึ่งอาจจะมีผลต่อการพิจารณาสิทธิพิเศษตามนโยบายของนายจ้าง (หากมี)  3. แรงงานข้ามชาติจำนวนมากเป็นแรงงานอัตราจ้างรายวัน กล่าวคือจะได้รับค่าจ้างเฉพาะในวันที่ทำงานจริงเท่านั้น  ดังนั้นในห้วงวิกฤตินี้จึงไม่สามารถไปทำงานและมีเงินค่าจ้างได้ เพื่อบรรเทาความเดือนร้อนของแรงงานข้ามชาติในการชำระเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม กระทรวงแรงงานควรพิจารณาผ่อนผันการใช้เงินสมทบฝ่ายนายจ้าง-ลูกจ้างเป็นการชั่วคราวอย่างน้อยเป็นเวลา 3 เดือน นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป  4. สำนักงานประกันสังคมเร่งประชาสัมพันธ์สิทธิประโยชน์จากกองทุนที่ลูกจ้างสามารถใช้สิทธิในเนื่องจากภาวะวิกฤตินี้โดยเร็วและควรต้องมีภาษาของแรงงานข้ามชาติอย่างน้อย 2 ภาษา คือภาษาเมียนมาและภาษากัมพูชา โดยเฉพาะสิทธิกรณีว่างงาน เป็นต้น  5. หลังวิฤตการณ์ครั้งนี้แน่นอนว่าจะต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูโดยเฉพาะที่พักอาศัยและอาจจะยังไม่สามารถกลับเข้าไปทำงานตามปกติได้ในระยะเวลาอันสั้น เพื่อเป็นเร่งการบำบัดฟื้นฟูกระทรวงแรงงานควรพิจารณาออกนโยบายการสงเคราะห์ลูกจ้างผ่านกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างให้แรงงานทุกคนสามารถเข้าถึงได้โดยไม่เลือกปฏิบัติรวมถึงลดเงื่อนไขการพิจารณาเพื่อให้แรงงานข้ามชาติเข้าถึงได้โดยสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น  6. กระทรวงแรงงานควรพิจารณาจัดสรรเงินกองทุนบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวเพื่อช่วยเหลือและคุ้มครองแรงงานข้ามชาติในการบรรเทาสาธารณะภัยและต้องประชาสัมพันธ์ให้แรงงานข้ามชาติเข้าถึงข้อมูลและเข้าถึงกองทุนโดยเร็ว 7. กระทรวงแรงงาน กรมการจัดหางานและสำนักงานจัดหางานจังหวัดต้องจัดทำศูนย์ประสานงานการออกเอกสารแทนใบอนุญาตทำงานให้แก่แรงงานข้ามชาติที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม รวมทั้งมีมาตรการผ่อนผันการอยู่ในประเทศไทยเป็นการชั่วคราว โดยให้เอกสารแทนใบอนุญาตทำงานเป็นเอกสารแสดงตนแทนหนังสือเดินทางและการตรวจลงตราวีซ่าเพื่อรองรับสถานการณ์เอกสารหนังสือเดินทางสูญหายตามระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในประเทศไทยตามสิทธิของแรงงานข้ามชาติ หรืออย่างน้อย 1 ปี เนื่องจากปัจจุบันการดำเนินการจัดทำเอกสารแทนหนังสือเดินทางจากประเทศต้นทางยังเป็นไปโดยความยากลำบาก 8. กระทรวงแรงงานควรพิจารณาและออกนโยบายเร่งด่วนเพื่อขยายระยะเวลาการผ่อนผันให้แรงงานข้ามชาติสัญชาติพม่ากลุ่มที่กำลังดำเนินการต่ออายุใบอนุญาตทำงานและการตรวจลตราวีซ่าตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 ซึ่งกำหนดให้ต้องต่อใบอนุญาตทำงานให้เสร็จภายใน 13 ธันวาคม 2568 ซึ่งปัจจุบันยังติดปัญหาในเรื่องการยื่นขอต่อใบอนุญาตทำงานผ่านระบบ E-Work permit ที่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ โดยผ่อนผันให้สามารถอยู่และทำงานในราชอาณาจักรออกไปเป็นการชั่วคราวอย่างน้อย 3 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2568 ถึง13 มีนาคม 2569  คอรีเยาะ มานุแช ผู้ประสานงานโครงการเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ ให้สัมภาษณ์ว่า จำนวนแรงงานข้ามชาติทั้งกัมพูชาและพม่าที่อยู่ในสงขลา ได้รับผลกระทบราว 50,000 คน หากรวมกับพื้นที่อื่นในภาคใต้ ทั้งปัตตานี ยะลา และสตูล คาดการณ์ไว้ราว 55,000 คน ส่วนเรื่องที่แรงงานข้ามชาติได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง คอรีเยาะกล่าวว่า แรงงานได้รับผลกระทบที่ไม่สามารถออกไปใช้ชีวิตได้ ทางภาคประชาสังคมมีการนำพวกข้าวสารอาหารแห้งเข้าไปแจกแล้ว ส่วนปัญหาที่แรงงานข้ามชาติต้องการความช่วยเหลือ คอรีเยาะกล่าวว่า สิ่งที่เธอกังวลตอนนี้คือเรื่องของมาตรการช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติที่ได้รับผลกระทบ รัฐบาลจะมีกลไกเยียวยาอย่างไร คอรีเยาะเสริมต่อว่า นอกจากนี้ยังกังวลเรื่องของเอกสารประจำตัวแรงงาน เนื่องจากแรงงานบางกลุ่มใบอนุญาตทำงานจะหมดในวันที่ 13 ธันวาคมนี้ จากสถานการณ์น้ำท่วมเวลานี้ การทำเรื่องต่ออายุการทำงานทั้งผู้ประกอบการและแรงงาน คงเป็นเรื่องเป็นไปได้ยากที่จะดำเนินให้แล้วเสร็จ * ข่าว * การเมือง * แรงงาน * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * น้ำท่วมหาดใหญ่ * สงขลา * แรงงานพม่า * แรงงานกัมพูชา * น้ำท่วมภาคใต้ * เครือข่ายด้านประชากรข้ามชาติ * คอรีเยาะ มานุแช
dlvr.it
November 28, 2025 at 11:14 AM
ศาลฎีกาพิพากษาแก้คดี ม.112 ‘อุดม’ จำคุก 10 ปี ศาลตีความรวม ร.9
ศาลฎีกาพิพากษาแก้คดี ม.112 ‘อุดม’ จำคุก 10 ปี ศาลตีความรวม ร.9 ภาพจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน See Think Fri, 2025-11-28 - 16:49 ศาลฎีกาพิพากษาแก้คดี ม.112 ‘อุดม’ จำคุก 10 ปี ศาลตีความรวม ร.9  27 พ.ย. 2568 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนโพสต์แจ้งข่าวว่า จากกรณีเมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2568 ทนายความได้รับแจ้งว่า “อุดม” อดีตคนงานโรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากจังหวัดปราจีนบุรีวัย 37 ปี และผู้ต้องขังระหว่างฎีกาในคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ได้ถูกนำตัวไปที่ศาลจังหวัดนราธิวาส เพื่อฟังคำพิพากษาในชั้นฎีกา โดยไม่มีทนายความหรือญาติเดินทางไปด้วย ก่อนทราบว่าศาลได้อ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาให้จำเลยฟังแล้วนั้น ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนระบุต่อไปว่า จากการติดตามคำพิพากษาต่อมา พบว่าศาลฎีกาได้แก้คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 จากลงโทษจำคุก 4 ปี เป็นพิพากษาลงโทษจำคุก 10 ปี เนื่องจากเห็นว่าจำเลยมีความผิดในอีกสามโพสต์ข้อความที่ถูกกล่าวหาตามที่อัยการยื่นฎีกามา แม้ก่อนหน้านั้นในสามข้อความดังกล่าว ทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 จะมีคำพิพากษายกฟ้องก็ตาม โดยตีความมาตรา 112 ให้คุ้มครองถึงอดีตกษัตริย์ด้วย เรื่องที่เกี่ยวข้อง * ศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุกหนุ่มโรงงาน 4 ปี คดีม.112 ถูกขังรอประกันชั้นฎีกาที่นราฯ ศาลฎีกาตีความ ม.112 คุ้มครองอดีตกษัตริย์ โดยเฉพาะรัชกาลที่ 9 แก้ให้ลงโทษอีก 3 กระทง สำหรับคำพิพากษาของศาลฎีกา ลงวันที่ 11 ก.ย. 2568 เว็บไซต์ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนระบุโดยสรุปว่า ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นผู้นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อความและภาพในเอกสารแนบท้ายหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษ ในประเด็นที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับโพสต์ข้อความเกี่ยวกับรัชกาลที่ 9 ศาลฎีกาเห็นว่า มาตรา 112 เป็นบทบัญญัติไว้ในหมวดความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร แยกต่างหากจากความผิดฐานหมิ่นประมาทบุคคลทั่วไป แสดงให้เห็นว่ากฎหมายมุ่งประสงค์ที่จะคุ้มครองและป้องปรามมิให้มีการละเมิดต่อพระเกียรติยศและชื่อเสียงขององค์พระมหากษัตริย์และสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้เป็นกรณีพิเศษ ทั้งนี้เพื่อรักษาไว้ซึ่งความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศที่ให้ความสำคัญ และมีบทบัญญติให้คุ้มครององค์พระมหากษัตริย์ไว้เป็นการเฉพาะเช่นกัน การตีความเพื่อบังคับใช้กฎหมาย จึงต้องคำนึงถึงเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ของกฎหมาย ที่นอกจากจะปกป้องคุ้มครองพระเกียรติยศและชื่อเสียงองค์พระมหากษัตริย์แล้ว ยังมุ่งหมายที่จะรักษาไว้ซึ่งความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร และป้องปรามมิให้มีการกระทำที่เซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นสถาบันหลักของชาติด้วย ประกอบกับมาตรา 112 มิได้ระบุว่าพระมหากษัตริย์จะต้องเป็นพระมหากษัตริย์ซึ่งคงครองราชย์อยู่ในขณะกระทำความผิดหรือไม่ ดังนั้นแม้การหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย จะได้กระทำต่อพระมหากษัตริย์ซึ่งเสด็จสวรรคตไปแล้ว ก็ยังคงเป็นความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าวได้ เพราะการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายอดีตพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัชกาลที่ 9 ย่อมมีผลกระทบต่อพระเกียรติยศและชื่อเสียงของพระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบันที่ครองราชย์อยู่โดยตรง อีกทั้งหากตีความว่าบทกฎหมายดังกล่าวต้องเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยังคงครองราชย์อยู่เท่านั้น ก็จะเป็นการชี้ช่องให้เกิดการล่วงละเมิด หมิ่นประมาท อันเป็นผลกระทบต่อพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันได้อย่างไม่มีสิ้นสุด และแม้ว่ารัชกาลที่ 9 จะเสด็จสวรรคตไปแล้ว แต่ประชาชนชาวไทยตลอดจนชาวต่างชาติ ยังคงเคารพรักเทิดทูนพระองค์ท่านด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และชื่นชมในพระราชกรณียกิจ พระราชจริยวัตรในด้านต่าง ๆ ทั้งในบทบาทหน้าที่ของพระประมุขตามรัฐธรรมนูญ และบทบาทหน้าที่ของพระมหากษัตริย์นักพัฒนาจนพระเกียรติคุณเห็นได้เป็นที่ประจักษ์โดยทั่วไป การหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย ย่อมส่งผลกระทบกระเทือนต่อสภาพจิตใจและความรู้สึกของประชาชนที่ยังจงรักภักดีและเคารพเทิดทูนพระองค์ท่าน จนอาจนำไปสู่ความไม่พอใจและส่งผลกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรได้ จากนั้น ศาลฏีกาได้พิจารณาข้อความตามที่โจทก์ฎีกาขอให้กลับคำพิพากษาทีละข้อความ โดยข้อความเกี่ยวกับการสอนให้อยู่อย่างพอเพียง แม้ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าหมายถึงบุคคลใด แต่มีพยานโจทก์ตีความว่าสื่อความหมายถึงรัชกาลที่ 9 ศาลพิจารณาเห็นว่าเป็นข้อความที่เปรียบเทียบประชดประชัน เป็นการดูหมิ่น ด่าทอ สบประมาทรัชกาลที่ 9 จึงเป็นความผิดตามมาตรา 112 ส่วนข้อความที่มีการเปรียบเทียบเรื่อง 4,000 โครงการ กับกรณีดาราที่นำแผงโซลาร์เซลล์นำไฟฟ้าไปติดตั้งให้ประชาชน แม้มิได้มีการระบุชื่อบุคคลหรือโครงการใด ๆ  แต่ศาลรับฟังพยานโจทก์ว่าตีความได้ว่าสื่อถึงโครงการในพระราชดำริของรัชกาลที่ 9 ข้อความเป็นไปในเชิงด้อยค่าประชดประชัน จึงเห็นว่าเป็นการดูถูกเหยียดหยาม สบประมาทรัชกาลที่ 9 จึงเป็นความผิดตามมาตรา 112 และข้อความที่เป็นการแชร์โพสต์จากเพจ “KTUK-คนไทยยูเค” เกี่ยวกับการแจกถุงยังชีพพระราชทาน ซึ่งปรากฏภาพพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 9 ศาลเห็นข้อความประชดประชัน ด้อยค่าองค์พระมหากษัตริย์ ทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศ อันมีลักษณะเป็นการดูหมิ่นแล้ว จึงเป็นความผิดตามมาตรา 112 ส่วนข้อความที่เกี่ยวกับกรณีสวรรคตของรัชกาลที่ 8 และเกี่ยวกับการประหารชีวิตสามจำเลยในคดีถูกกล่าวหาว่าลอบปลงพระชนม์รัชกาลที่ 8 รวมสองข้อความ ศาลฎีกาเห็นว่าแม้ข้อความมีลักษณะเป็นการเหน็บแหนมประชดประชัน แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นการประชดประชันผู้ใด กรณีจึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย ในส่วนที่จำเลยฎีกาในข้อความ 2 กระทงที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ลงโทษนั้น ศาลฎีกาพิจารณา ข้อความที่มีภาพเปรียบเทียบรัชกาลที่ 10 กับสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร เห็นว่าเป็นการเหน็บแหนม ด้อยค่าองค์พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 และพระราชินี อันเป็นการหมิ่นประมาทแล้ว ครบองค์ประกอบตามมาตรา 112 ส่วนข้อความที่มีการแชร์โพสต์ข่าวเรื่องการโปรดเกล้าพระราชทานยศทหาร “พลตรีหญิงสุทัตตาภักดิ์ บริรักษ์” โดยมีพระกษัตริย์เป็นผู้ลงปรมาภิไธย ศาลเห็นว่าข้อความที่คอมเมนต์จากการแชร์ข่าว เป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามพระมหากษัตริย์ เป็นการหมิ่นประมาทต่อบุคคลที่สาม ครบองค์ประกอบตามมาตรา 112 แล้ว จึงยกฎีกาของจำเลยทั้งสองกระทง ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) ตามฟ้องในอีก 3 กระทง ด้วย ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 3 ปี รวมจำคุก 9 ปี ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี เมื่อรวมโทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองแล้ว คงจำคุก 10 ปี องค์คณะผู้พิพากษาในศาลฎีกา ได้แก่ สัมพันธ์ บุนนาค, จักรี พงษธา, สุทธิ จันทรสุทธิ * ข่าว * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * มาตรา 112 * หมิ่นประมาทกษัตริย์ * ศาลจังหวัดนราธิวาส * อุดม
dlvr.it
November 28, 2025 at 10:01 AM
'ผสานวัฒนธรรม' ส่ง จม.เปิดผนึกถึงนายกฯ ยุติส่งตัว 'อี ควิน เบดั๊บ' ผู้ลี้ภัยมองตานญาดกลับเวียดนาม
'ผสานวัฒนธรรม' ส่ง จม.เปิดผนึกถึงนายกฯ ยุติส่งตัว 'อี ควิน เบดั๊บ' ผู้ลี้ภัยมองตานญาดกลับเวียดนาม ที่มา: แฟ้มภาพ จากแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย  XmasUser Fri, 2025-11-28 - 15:49 'มูลนิธิผสานวัฒนธรรม' ออกจดหมายเปิดผนึกถึง 'อนุทิน' นายกรัฐมนตรี ยุติการส่ง 'อี ควิน เบดั๊บ' ผู้ลี้ภัยชาวมองตานญาด กลับประเทศเวียดนาม หวั่นเผชิญอันตรายที่ประเทศต้นทาง พร้อมเสนอให้ส่งผู้ลี้ภัยไปประเทศที่ 3 แทน    เมื่อวานนี้ (27 พ.ย.) เว็บไซต์ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) เผยแพร่จดหมายเปิดผนึกถึง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ขอให้พิจารณายุติการส่งตัวอี ควิน เบดั๊บ ผู้ลี้ภัยชาวมองตานญาด กลับไปเวียดนามในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน ในวันเดียวกัน ทีมทนายความยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เรื่อง ขอให้ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ กฎหมายระหว่างประเทศ กติการะหว่างประเทศ และระงับการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนไปยังประเทศเวียดนาม และให้ส่งตัวอี ควิน เบดั๊บ ไปยังประเทศที่ 3  กรณีนี้สืบเนื่องจากเมื่อ 26 พ.ย.ที่ผ่านมา ศาลอาญา รัชดาฯ อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยศาลอุทธรณ์ยืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ส่ง อี ควิน เบดั๊บ ผู้ลี้ภัยชาวมองตานญาด และนักเคลื่อนไหวเพื่อเสรีภาพการนับถือศาสนา ไปยังประเทศเวียดนาม ซึ่งร้องขอมายังทางการไทย ทั้งนี้ ตามมาตรา 22 พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2551 กำหนดว่าภายหลังที่ศาลมีคำสั่งถึงที่สุดให้ส่งบุคคลเป็นผู้ร้ายข้ามแดน และรัฐบาลไทยพิจารณาให้ส่งบุคคลนั้นแล้ว จึงจะเข้าสู่กระบวนการส่งตามขั้นตอน ดังนี้ หากรัฐบาลไทยไม่พิจารณาให้ส่งภายใน 90 วัน ตามมาตรา 20 ก็ให้ปล่อยบุคคลนั้นได้ ซึ่งตามกฎกระทรวง กระทรวงยุติธรรม ฉบับ พ.ศ. 2553 ได้ระบุไว้ด้วยว่า ข้อ 7 (2) วรรคท้าย “ในกรณีที่กระทรวงการต่างประเทศเห็นว่า คำร้องขอดังกล่าวอาจกระทบกระเทือนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือมีเหตุผลอื่นที่ไม่อาจดำเนินการให้ได้ ให้กระทรวงการต่างประเทศเสนอความเห็นนั้นพร้อมคำร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดน ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาโดยเร็ว ด้วยเหตุนี้ นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้มีอำนาจในการบริหารโดยตรง สามารถยุติการส่งกลับอี ควิน เบดั๊บ เพื่อไม่ให้ประเทศไทยยังคงรักษาไว้ซึ่งหลักนิติธรรม ส่งผลต่อภาพลักษณ์ในเวทีประชาคมระหว่างประเทศ การเคารพหลักการห้ามผลักดันไม่ให้ผู้ลี้ภัยกลับไปเผชิญอันตราย ซึ่งเป็นหลักการสากลที่นานาอารยประเทศยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด การปฏิบัติต่อกันระหว่าง 2 ประเทศที่เป็นไปในลักษณะต่างตอบแทนนั้น หากเป็นไปเพื่อการกดปราบข้ามชาติ (Transnational Repression) ถือว่าเป็นการต้องห้าม ถ้ารัฐบาลไทยไม่ส่งกลับอี ควิน เบดั๊บ กลับไปประเทศไทย ก็จะได้รับความเชื่อมั่นด้านเรื่องสิทธิมนุษยชนกลับมาอีกครั้ง สำหรับอี ควิน เบดั๊บ ชาวมองตานญาด นับถือศาสนคริสต์ นิกายโปรแตสแตนต์ อายุ 32 ปี อาศัยอยู่ในจังหวัดดั๊กลัก ตอนกลางของเวียดนาม และเขายังเป็นนักเคลื่อนไหวรณรงค์ด้านสิทธิเสรีภาพการนับถือศาสนา ก่อนที่เบดัํบ จะลี้ภัยเข้ามายังประเทศไทยเมื่อปี 2561 และได้รับสถานะผู้ลี้ภัยของ UNHCR เขาอธิบายในคำร้องขอคัดค้านการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน ระบุว่า เมื่อปี 2553 เขาเคยถูกควบคุมตัวในเรือนจำจังหวัดดั๊กลักเป็นเวลา 5 เดือน จากการออกมาชุมนุมโดยสงบ เรียกร้องให้รัฐบาลปล่อยตัวชาวมองตานญาดที่ถูกจับกุม และรณรงค์เสรีภาพในการนับถือศาสนา โดยระหว่างอยู่ในเรือนจำ เขาให้การว่าเขาเคยถูกทำร้ายร่างกาย ไม่ให้ปฏิบัติศาสนกิจ ไม่ให้ญาติเข้าเยี่ยม และมีการข่มขู่ว่าจะทำให้สูญหาย  ต่อมา ในปี 2556 อี ควิน เบดั๊บ ให้การว่าเขาเคยถูกจับกุมขณะประกอบศาสนกิจที่บ้านโบสถ์ และในปี 2559 เคยถูกควบคุมตัวอยู่ในสถานีตำรวจเป็นเวลา 7 วัน เนื่องจากเดินทางไปประเทศไทย เพื่อไปอบรมเกี่ยวกับเสรีภาพการนับถือศาสนา อย่างไรก็ตาม เมื่อเขาถูกปล่อยตัว เจ้าหน้าที่ยังคงติดตาม และพยายามชักชวนให้เขาเลิกนับถือศาสนาและยุติการประกอบศาสนกิจ แต่เมื่อเขาปฏิเสธ ก็จะถูกทำร้ายร่างกาย ถูกข่มขู่ให้สูญหาย อีกทั้ง เจ้าหน้าที่ยังมีการค้นบ้านและยึดโทรศัพท์มือถือเขาไปด้วย  ด้วยเหตุผลดังกล่าว อี ควิน เบดั๊บ จึงตัดสินใจลี้ภัยเข้ามายังประเทศไทยเมื่อปี 2561 และได้รับสถานะผู้ลี้ภัยของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR)  แม้ว่าตัวจะอยู่นอกเวียดนาม แต่ในปี 2566 เขาถูกศาลประชาชนจังหวัดดั๊กลัก ประเทศเวียดนาม ลงโทษในข้อหา ร่วมกันก่อการร้าย เนื่องจากอยู่เบื้องหลังเหตุจลาจลทำลายสถานีตำรวจและที่ทำการตำบล จ.ดั๊กลัก มีกำหนดโทษจำคุก 10 ปี แต่การพิจารณาและอ่านคำพิพากษาในคดีนี้เป็นการทำแบบลับหลัง หรืออี ควิน เบดั๊บ ไม่ได้อยู่ในประเทศเวียดนาม ทำให้ภายหลังเวียดนามออกหมายจับ และส่งหนังสือคำร้องมายังประเทศไทย   เมื่อ 11 มิ.ย. 2567 อี ควิน เบดั๊บ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) จับกุม โดยอ้างว่ามีคำขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดน  คดีของอี ควิน เบดั๊บ ดังกล่าวได้รับความสนใจและถูกจับตาจากนานาชาติตลอดมา และกรณีนี้จะเป็นบททดสอบว่าประเทศไทยจะเลือกที่จะดำเนินการในทางที่อาจเข้าข่ายเป็นการละเมิดทั้งกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายภายในประเทศหรือไม่ อันจะเป็นการขัดกับการที่ประเทศไทยได้ประกาศเจตนารมย์และจุดยืนอย่างต่อเนื่อง และชัดเจนต่อประชาคมโลกตลอด และในฐานะสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งองค์การสหประชาชาติ (UNSC) รัฐบาลไทยมีอำนาจที่จะระงับการส่งอี ควิน เบดั๊บ กลับประเทศเวียดนาม และต้องเปิดโอกาสให้เบดั๊บ เดินทางลี้ภัยไปประเทศที่ 3 เพื่อเป็นการรับประกันว่าเขาจะไม่ถูกกระทำทรมาน ถูกกระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือถูกกระทำให้สูญหาย หรือถูกประหารชีวิต * ข่าว * สิทธิมนุษยชน * ต่างประเทศ * กระทรวงต่างประเทศ * อี ควิน เบดั๊บ * เวียดนาม * ผู้ลี้ภัย * มองตานญาด * ร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการซ้อมทรมาน และบังคับให้สูญหาย
dlvr.it
November 28, 2025 at 9:07 AM
ผู้ชุมนุม14พฤศจิกา64 เอาผิด ตร.ปทุมวัน เหตุทำคดี คฝ.ยิงกระสุนยางผู้ชุมนุมล่าช้า
ผู้ชุมนุม14พฤศจิกา64 เอาผิด ตร.ปทุมวัน เหตุทำคดี คฝ.ยิงกระสุนยางผู้ชุมนุมล่าช้า ภาพปก: อลงกต สงพัฒน์แก้ว (แฟ้มภาพ) XmasUser Fri, 2025-11-28 - 14:08 'อลงกต' หนึ่งในผู้ชุมนุมม็อบ 14พฤศจิกายน64 แจ้งความดำเนินคดีมาตรา 157 ตำรวจ สน.ปทุมวัน เหตุเคยแจ้งดำเนินคดี คฝ.ที่ยิงกระสุนยางใส่ผู้ชุมนุมที่แยกเฉลิมเผ่า เมื่อ 4 ปีที่แล้ว (2564) แต่ปัจจุบันยังไร้ความคืบหน้า พนักงานสอบสวนยังไม่ส่งสำนวนให้อัยการเพื่อทำการส่งฟ้อง   28 พ.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อลงกต สงพัฒน์แก้ว ผู้เข้าร่วมชุมนุมม็อบ 14พฤศจิกายน64  โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียเมื่อวานนี้ (27 พ.ย.) ได้เดินทางไปร้องทุกข์กล่าวโทษเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ปทุมวัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จากกรณีที่เจ้าตัวเคยร้องทุกข์กล่าวโทษตำรวจควบคุมฝูงชน ที่ยิงกระสุนยางเข้าใส่ตัวเขาจนได้รับบาดเจ็บ ระหว่างเข้าร่วมการชุมนุม ‘เราไม่เอาสมบูรณาญาสิทธิราชย์’ เมื่อ 14 พ.ย. 2564  ย้อนไปเมื่อ 14 พ.ย. 2564 กลุ่มเราไม่เอาสมบูรณาญาสิทธิราชย์ นัดรวมตัวทำกิจกรรมเดินขบวนจากแยกปทุมวัน ไปที่สถานทูตเยอรมนี ถ.สาทร แต่ในระหว่างที่กำลังเดินขบวนถึงแยกเฉลิมเผ่า ขณะเลี้ยวขวาเข้าถนนอังรีดูนังต์ เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชน (คฝ.) ยิงกระสุนยางเข้าใส่ประชาชนจนได้รับบาดเจ็บ โดยหนึ่งในนั้นคือ ‘อลงกต’ ซึ่งเขาได้รับบาดเจ็บจากการถูกยิงกระสุนยางที่ไหล่ซ้าย และชายโครง ข้างลำตัวด้านซ้าย หลังเกิดเหตุ อลงกตเดินทางไปแจ้งความ คฝ.ที่ยิงกระสุนยาง ข้อหาทำร้ายร่างกาย ที่ สน.ปทุมวัน เมื่อ 14 พ.ย. 2564 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่เขาถูกยิงกระสุนยาง แต่ปัจจุบัน พบว่าคดียังอยู่ในชั้นพนักงานสอบสวนแม้ว่าคดีจะผ่านมานานถึง 4 ปีแล้วก็ตาม จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้อลงกต มาร้องทุกข์กล่าวโทษ มาตรา 157 เมื่อวานนี้ (27 พ.ย.) “ไม่มีความคืบหน้า ไม่มีรายงานผล ไม่มีอะไรเลยแม้กระทั่งชื่อคนทำยิงทำร้ายร่างกายทั้งหมด ยังไม่รู้ชื่อเลย แถมยังโดนตำรวจชุดสืบปทุมวันมายัดคดีอาญาอีก  และไม่มีทนายสิทธิ์เข้ามาดูแลคดีซักคน  แถมทนายที่เคยจ้างยังทิ้งไม่ตามคดีให้ เราก็เคว้งคว้างตามคดีเองอีก” อลงกต ระบุในโพสต์ ทั้งนี้ หลังจากที่อลงกต แจ้งความคดีทำร้ายร่างกายต่อ คฝ.แล้ว เขากลับถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งความกลับ ข้อหาทำร้ายร่างกาย ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน และฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จากการเข้าร่วมชุมนุมเมื่อ 14 พ.ย. 2564 ซึ่งเขาให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา  ในช่วงระหว่าง 4 ปีของความพยายามติดตามคดีทำร้ายร่างกาย อลงกต ระบุว่า เขาพยายามไปร้องเรียนเจ้าหน้าที่หลายระลอก ทั้งการแจ้งความมาตรา 157 ต่อตำรวจ สน.ปทุมวัน เนื่องจากการทำคดีล่าช้า เคยร้องเรียนไปที่คณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ (กต.ตร.) เคยร้องเรียนไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) โดยภายหลัง ป.ป.ท.ส่งเรื่องให้กับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แต่ทั้งหมดนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้าเรื่องการเอาผิดกับทาง คฝ. รวมถึงเมื่อปี 2567 เจ้าตัวเคยพยายามร้องศาลปกครอง เรียกค่าเสียหายจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) จากการถูก คฝ. ยิงกระสุนยางเข้าใส่ แต่คดีหมดอายุความลงเสียก่อน ทำให้ไม่สามารถเรียกค่าเสียหายได้   นอกจากนี้ ตัวของอลงกต ยังโพสต์ตั้งคำถามถึงมาตรฐานการทำงานของตำรวจด้วยว่า ทำไมพอเป็นคดีมาตรา 112 ตำรวจถึงดำเนินคดีอย่างรวดเร็ว ไม่เหมือนกับคดีที่ผู้ชุมนุมโดนทำร้ายจากเจ้าหน้าที่รัฐ "เราอยากรู้ว่าทำไมคดีที่โดนทำร้ายจากเจ้าหน้าที่รัฐ เจ้าหน้าตำรวจมันไม่ดำเนินคดีไวเหมือนคดี 112 นี่เราไม่ได้อยู่ในประเทศไทย ประเทศอารยะที่บังคับใช้กฏหมายอย่างเท่าเทียม หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยกันเอง เพราะปัจจุบันก็ยังไม่สรุปสำนวนส่งอัยการ เราในฐานะผู้เสียหายไม่สามารถทราบถึงรายชื่อผู้กระทำผิด เพราะจะมีความผิดตาม พ.ร.บ.สื่อสาร เป็นไปได้ไง อันนี้ตำรวจปทุมวันบอกมา เราได้พบกับผู้กำกับ (สน.ปทุมวัน) คนใหม่ จากการประชุม เขารับปากว่าจะทำคดีให้จบภายใน 2 เดือน แต่ปัจจุบัน ผ่านมาครึ่งปีแล้ว ผกก.บอกว่าจะทำให้จบในยุคเขา อันนี้คืออะไร หนังสือรายงานผลทุกฉบับ คือ เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ในระหว่างการรวมรวบพยานหลักฐาน และส่งหนังสือร้องเรียนติดตามผลคดีเมื่อปลายปี 2567 ก็ไม่เคยตอบกลับซักฉบับ ป.ป.ช.รอเรื่องก็ไม่ตอบกลับ ป.ป.ช. เตือนครั้งที่ 1 ก็แล้วเรื่องก็เงียบ แล้ว ป.ป.ช.จะสรุปว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจปทุมวันที่เราได้ร้องเรียน ถูกหรือผิด เพราะถ้าไม่ผิด ในฐานะที่เราเป็นผู้กล่าวหา เราจะมีความผิดในฐานกลั่นแกล้งเจ้าหน้าที่และแจ้งเท็จ" โพสต์ของอลงกต ระบุ * ข่าว * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * อลงกต สงพัฒน์แก้ว * ตำรวจควบคุมฝูงชน * คฝ. * สน.ปทุมวัน * เสรีภาพการแสดงออก
dlvr.it
November 28, 2025 at 7:59 AM
'วรภัค ธันยาวงษ์' อดีต รมช.คลัง ฟ้อง 'สฤณี' หมิ่นประมาท เรียกค่าเสียหาย 50 ล้าน ปมกล่าวหาฟอกเงินข้ามชาติ-โยงแก๊งสแกมเมอร์
'วรภัค ธันยาวงษ์' อดีต รมช.คลัง ฟ้อง 'สฤณี' หมิ่นประมาท เรียกค่าเสียหาย 50 ล้าน ปมกล่าวหาฟอกเงินข้ามชาติ-โยงแก๊งสแกมเมอร์ ภาพจาก แฟ้มภาพ (เว็บไซต์รัฐบาลไทย) See Think Fri, 2025-11-28 - 14:34 27 พ.ย. 2568 สื่อหลายสำนัก ได้แก่ กรุงเทพธุรกิจ เนชั่นออนไลน์ โพสต์ทูเดย์ รายงานตรงกันว่าเมื่อวันที่ 26 พ.ย. 2568 วรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้ยื่นฟ้องคดีอาญาต่อ สฤณี อาชวานันทกุล ที่ ศาลอาญาธนบุรี หมายเลขคดีดำที่ อ.1566/2568 ฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และเรียกค่าเสียหายในทางแพ่งจำนวน 50,000,000 บาท ภายหลังถูกเผยแพร่ข้อความกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการฟอกเงินข้ามชาติ และเป็น 'นอมินี' ให้เครือข่ายอาชญากรรมยึดกิจการสถาบันการเงินในไทย ซึ่งเป็นข้อมูลเท็จทั้งหมด โดยโจทก์ยืนยันว่า ไม่เคยเกี่ยวข้องกับธุรกิจผิดกฎหมายใด ๆ และภริยาไม่เคยได้รับสินบนเป็นคริปโต 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามที่ถูกกล่าวหา โดยหลักฐานธุรกรรมการเงินของภริยาเป็นเพียงการลงทุนและขายคืนหน่วยลงทุนตามปกติ มีเอกสารยืนยันครบถ้วน การกล่าวหาเท็จดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ประเทศ ส่งผลให้โจทก์ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อไม่ให้เรื่องส่วนตัวเป็นภาระต่อการบริหารราชการแผ่นดิน โจทก์ระบุว่า แม้ได้แถลงชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสาธารณะแล้ว จำเลยยังไม่ลบหรือแก้ไขข้อมูลเท็จ ทำให้ข่าวลวงแพร่กระจายต่อไปในสังคม สร้างความเข้าใจผิดแก่ประชาชนและทำลายความน่าเชื่อถือของระบบการเงินไทย ด้วยเหตุนี้ โจทก์จึงจำเป็นต้องดำเนินคดีตามกฎหมายเพื่อปกป้องศักดิ์ศรี เกียรติยศส่วนบุคคล และเพื่อไม่ให้สังคมตกเป็นเหยื่อข้อมูลเท็จที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุนต่อประเทศไทย ทั้งนี้ ศาลได้นัดไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.00 น. วานนี้ (27 พ.ย.) เวลา 18.30 น. ทางด้านของ สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระด้านการเงิน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า เพิ่งเห็นข่าววันนี้ค่ะ ยังไม่เห็นหมายใดๆ เพราะยังอยู่ต่างประเทศ ขอโพสสั้นๆ ว่า จะเตรียมไปสู้คดีในชั้นศาล แต่ก็หวังว่ากว่าจะถึงวันที่ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้อง กุมภาพันธ์ปีหน้า 2026 เราจะได้เห็นความคืบหน้าในการสอบสวนของทางการ โดยเฉพาะจาก ก.ล.ต. และ ปปง. กรณี #มหากาพย์นายหน้า แล้วนะคะ ป.ล. และยังคงหวังว่า สื่อไทยจะทำข่าวเรื่องนี้กันมากกว่าที่เป็นอยู่ 555 #รอติดตามตอนต่อไป * ข่าว * การเมือง * SLAPP * วรภัค ธันยาวงษ์ * สฤณี อาชวานันทกุล
dlvr.it
November 28, 2025 at 7:41 AM
'โครงการคลองฟูนันเดโช' ของกัมพูชา เสี่ยงสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อม เอื้อจีนขยายอิทธิพลในเอเชียอาคเนย์
'โครงการคลองฟูนันเดโช' ของกัมพูชา เสี่ยงสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อม เอื้อจีนขยายอิทธิพลในเอเชียอาคเนย์ ภาพปก: สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ประเทศเวียดนาม เมื่อปี 2023 ภาพจาก Flickr. CC BY 4.0 See Think Fri, 2025-11-28 - 13:07 โครงการคลองฟูนันเดโชของกัมพูชา ถูกมองว่าเป็นโครงการเพื่อยกระดับเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเป็นคลองที่จะเชื่อมระหว่างพนมเปญกับท่าเรือน้ำลึกสีหนุวิลล์แถบอ่าวไทย ทำให้สามารถขนส่งทางน้ำได้โดยไม่ต้องพึ่งเวียดนาม แต่โครงการนี้ก็ได้ส่งผลต่อระบบนิเวศลุ่มน้ำโขงที่มีความสำคัญต่อหลายสิบล้านชีวิตทั้งในกัมพูชาและเวียดนาม อีกทั้งยังมีข้อกังวลเรื่องที่จีนผู้มีบทบาทสำคัญกับโครงการนี้อาจจะฉวยโอกาสขยายอิทธิพลในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ได้ ย้อนไปเมื่อปี 2567 นายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต ของกัมพูชา ร่วมกับผู้คนที่สวมเสื้อโปโลสีขาวราว 10,000 ราย เคยเข้าร่วมพิธีเปิดโครงการเมกะโปรเจกต์คลองฟูนันเดโช ที่มีการจัดอย่างใหญ่โตจนถึงขั้นประกาศให้วันที่ 5 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันเปิดงานนี้ นับเป็นวันหยุดประจำชาติ ในพิธีเปิดครั้งนั้น ฮุน มาเนต กล่าวว่า "คลองฟูนันเดโชจะเชื่อมระหว่างเมืองหลวงกรุงพนมเปญกับท่าเรือน้ำลึกในจังหวัดสีหนุ ... เพื่อเอื้ออำนายต่อการค้าชายแลกเปลี่ยนกับต่างชาติ" คลองแห่งนี้จะมีความยาว 180 กิโลเมตร จากแม่น้ำโขงไหลผ่านจังหวัดกันดาล ตาแก้ว กำโปด และไปออกทะเลอ่าวไทยที่จังหวัดแกป ซึ่งโครงการนี้ถูกมองว่าจะเป็นการเชื่อมต่อพนมเปญไปยังอ่าวไทยได้ เพื่อเสริมช่องทางการค้ากับต่างชาติให้กัมพูชา รัฐบาลกัมพูชามองว่าจะนำมาซึ่งการส่งเสริมด้านอุตสาหกรรม, เกษตรกรรม, การขนส่งลำเลียง และภาคส่วนอสังหาริมทรัพย์ โครงการดังกล่าวนี้กัมพูชาได้ประสานความร่วมมือกับบริษัทจากจีนเมื่อเดือน เมษายน ที่ผ่านมา คือบริษัท ไชนา คอมมิวนิเคชัน คอนสตรักชัน คอมพานี หรือ CCCC ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของบรรษัทไชนาโรดแอนด์บริดจ์ มีโครงสร้างหุ้นส่วนความเป็นเจ้าของแบบ 51-49 ในลักษณะของ การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในกิจการของรัฐ มีการประเมินงบประมาณเอาไว้ 1,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 58,000 ล้านบาท) และคาดว่าโครงการนี้จะแล้วเสร็จภายในปี 2571 กัมพูชามีแผนการสร้างคลองแห่งนี้โดยหวังจะให้ประเทศตัวเองกลายเป็นศูนย์กลางการขนส่งลำเลียงขนาดใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีการวางไว้ว่าจะให้คลองแห่งนี้มีความกว้าง 100 เมตร และความลึก 5.4 เมตร เพื่อรองรับเรือบรรทุกน้ำหนักทั้งหมดได้สูงสุด 3,000 ตัน และมีการประเมินว่ามันจะกลายเป็นช่องทางลัดสำหรับการค้าระหว่างประเทศ ลดค่าใช้จ่ายการขนส่งทางเรือลงได้ร้อยละ 70 และสร้างรายได้ต่อปีจากการขนส่ง 88 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 2,800 ล้านบาท) รัฐบาลกัมพูชาอ้างว่าประชาชน 1.6 ล้านคน ริมฝั่งแม่น้ำโขงทั้งสองฟากของคลองฟูนันเดโช จะได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ เนื่องจากจะเป็นการส่งเสริมภาคการเกษตร การกักเก็บน้ำ และช่วยป้องกันน้ำท่วมได้ ข้อกังวลผลกระทบสิ่งแวดล้อม คนริมน้ำ และเสริมอิทธิพลจีน-กัมพูชา อย่างไรก็ตามโครงการคลองฟูนันเดโชนั้นก็มีทำให้เกิดข้อกังวลในเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและด้านสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะผลกระทบต่อพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นแหล่งน้ำที่มีความสำคัญกับประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียงกับกัมพูชา แม่น้ำโขงเป็นแหล่งทรัพยากรที่สำคัญสำหรับผู้คนหลายล้านคนที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ ทั้งจากในจีน, พม่า, ไทย, ลาว, กัมพูชา และเวียดนาม แม่น้ำโขงนับเป็นแหล่งประมงน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนอย่างน้อย 40 ล้านคน สร้างรายได้ต่อปีมากกว่า 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 355,000 ล้านบาท) องค์กรกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล WWF ระบุว่าแม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดเป็นอันดับที่ 3 ของโลก โดยมีพันธุ์ปลาอยู่อย่างน้อย 1,148 สปีชีส์ และนับเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของโลก ประเทศเวียดนามได้แสดงความกังวลว่าการสร้างคลองฟูนันเดโช จะส่งผลกระทบต่อสมดุลของระบบนิเวศ โดยเฉพาะแถบดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงทางตอนใต้ของเวียดนาม ไบรอัน ไอเลอร์ ผู้อำนวยการโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศูนย์สติมสัน กล่าวว่าทำนบที่สูงของคลองอาจจะกั้นไม่ให้กระแสน้ำที่มีตะกอนไหลลงสู่เวียดนาม ซึ่งจะทำให้พื้นที่ปลูกข้าวของเวียดนามเกิดภาวะภัยแล้ง ส่วนกัมพูชาก็จะเกิดภาวะน้ำท่วมที่ราบลุ่ม เวียดนามเป็นประเทศที่ส่งออกข้าวจำนวนมาก ในปี 2567 มีสถิติว่าเวียดนามส่งออกข้าวได้มากกว่า 9 ล้านตัน สร้างรายได้ 5,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 183,000 ล้านบาท) นับเป็นร้อยละ 15 ของการส่งออกของโลก ทำให้ถ้าหากภาคการเกษตรของเวียดนามได้รับผลกระทบจากคลองของกัมพูชาก็จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของโลกไปด้วย นอกจากนี้แล้ว Le Phat Quoi ประธานสถาบันเพื่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติของเวียดนาม ยังได้เปิดเผยว่า การขุดคลองดังกล่าวนี้จะส่งผลในการกัดเซาะชั้นดินโฮโลซีน ส่งผลให้ "ดินที่มีโอกาสกลายเป็นดินกรดกำมะถัน" กลายเป็น "ดินกรดกำมะถันโดยแท้จริง" เพราะเกิดการอ็อกซิเดชันจนส่งผลให้เกิดกรดกำมะถันในดิน การกัดเซาะที่ว่านี้ จะส่งผลกัดเซาะต่อโครงสร้างของคลองฟูนันเดโช แล้วก็ทำให้เกิดการปล่อยสารโลหะหนักลงไปยังที่ราบที่น้ำท่วมถึง ส่งผลเลวร้ายต่อทั้งภาคเกษตรและต่อระบบนิเวศทางน้ำ อย่างไรก็ตาม ฮุนเซน โต้แย้งว่า คลองแห่งนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อการไหลของแม่น้ำโขง เพราะเป็นคลองที่ไม่ได้เชื่อมต่อกับแม่น้ำโขงโดยตรง แต่เชื่อมต่อกับแม่น้ำบาสัก อีกปมปัญหาหนึ่งคือการที่คนในพื้นที่จะเผชิญกับความเดือดร้อนที่มาจากการสร้างคลอง โดยที่โครงการคลองฟูนันเดโชจะทำให้คนที่อาศัยอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำจำนวนมากจะต้องถูกขับออกจากพื้นที่ แล้วก็สูญเสียบ้านของตัวเองไป เช่นกรณีของ Dim Mech นักธุรกิจที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำมาตั้งแต่ก่อนปี 2543 เขาบอกว่าจนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่ได้รับแจ้งเรื่องค่าชดเชยหรือการย้ายบ้าน ถึงแม้ว่าเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นจะมาทำการตรวจวัดที่ดิน บ้าน และ พืชผลของเขาแล้ว Mech บอกว่าเขาไม่อยากย้ายที่อยู่เพราะเขาทำงานหนักมากเพื่อที่จะสร้างมันขึ้นมา เขาจึงไม่อยากจะเสียมันไป อีกเรื่องหนึ่งที่น่าเป็นห่วงคือการที่กัมพูชาเริ่มผูกมิตรกับจีนมากขึ้นจากเรื่องการสร้างคลอง อาจจะส่งผลให้จีนอาศัยโอกาสนี้เพื่อขยายอิทธิพลเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ มีนักวิเคราะห์มองว่า การที่จีนยื่นมือเข้ามาร่วมมือกับกัมพูชาในการสร้างคลองฟูนันเดโชนั้น จะทำให้จีนขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมืองในกัมพูชาและประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคได้ แต่ในขณะเดียวกันอิทธิพลของจีนก็จะสร้างความกังวลให้กับทั้งสหรัฐฯ และเวียดนามด้วย มีการวิเคราะห์ว่าจีนกำลังลงทุนอย่างมากกับกัมพูชาเพื่อขยายอำนาจอ่อนหรือ "ซอฟต์พาวเวอร์" รวมถึงอิทธิพลทางการทูต ในขณะที่กัมพูชาก็ได้ประโยชน์จากจีนในฐานะเป็นแหล่งลงทุนจากต่างชาติแหล่งใหญ่ อีกทั้งการที่กัมพูชาร่วมมือทางเศรษฐกิจกับจีนเพื่อให้เป็นไปในทางเดียวกัน ก็จะทำให้กัมพูชาได้รับการคุ้มครองทางด้านภูมิศาสตร์การเมืองไปด้วย อย่างไรก็ตามโครงการคลองฟูนันเดโชจะส่งผลลบต่อความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชากับเวียดนาม เพราะมันจะทำให้การค้ากับต่างชาติผ่านทางท่าเรือเวียดนามลดลงร้อยละ 10 โดยมีการเปลี่ยนช่องทางการค้าจากเวียดนามไปสู่พื้นที่่แถบอ่าวไทย ส่งผลให้จีนมีอำนาจคัดง้างต่อรองทางเศรษฐกิจกับเวียดนามได้มากขึ้น ซึ่งในปัจจุบันจีนกับเวียดนามต่างก็มีข้อพิพาทด้านเขตแดนกันอยู่ เรียบเรียงจาก This canal project aims to elevate Cambodia’s economy, but what does it mean for the Mekong?, Global Voices, 13-11-2025 https://globalvoices.org/2025/11/13/this-canal-project-aims-to-elevate-cambodias-economy-but-what-does-it-mean-for-the-mekong/ * ข่าว * เศรษฐกิจ * ต่างประเทศ * สิ่งแวดล้อม * คลองฟูนันเดโช * กัมพูชา * จีน * การแผ่อิทธิพลจีน * การค้าระหว่างประเทศ
dlvr.it
November 28, 2025 at 6:16 AM
ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องประชาไท คดี ‘สนธิ’ ฟ้องหมิ่นประมาท ชี้เพียงรายงานข้อเท็จจริง
ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องประชาไท คดี ‘สนธิ’ ฟ้องหมิ่นประมาท ชี้เพียงรายงานข้อเท็จจริง See Think Fri, 2025-11-28 - 12:18 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ‘ยกฟ้อง’ คดีที่ ‘สนธิ ลิ้มทองกุล’ ฟ้องประชาไท ฐานหมื่นประมาท ด้วยการรายงานเนื้อที่สนธิพูดในเพจ ‘คุยทุกเรื่องกับสนธิ’ เมื่อ ก.ค.66 ซึ่งสนธิระบุถึง 13 ข้อวิเคราะห์การเมืองของพรรคก้าวไกลในเวลานั้น ข้อสุดท้ายระบุว่า “ทางรอดของเกมคือรัฐประหารล้มกระดานที่ไร้ความชอบธรรม”  อย่างไรก็ดี ในการฟ้องประชาไท สนธิระบุว่า การพาดหัวข่าวที่ตัดคำว่า “ที่ไร้ความชอบธรรม” ออกทำให้เขาเสียหาย ถูกเข้าใจผิดว่าสนับสนุนการรัฐประหาร และถูกดูหมิ่นเกลียดชัง โดยก่อนหน้าที่จะมีการฟ้องประชาไท สำนักข่าวหลายแห่งที่ลงข่าวนี้ได้ยินยอมลบข่าวออก หลังสนธิประกาศจะฟ้อง ต่อมาในคดีที่เขาฟ้องประชาไท ศาลได้เริ่มกระบวนการไต่สวนมูลฟ้องเพื่อพิจารณาว่าจะรับคดีหรือไม่ ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องไปเมื่อวันที่ 8 พ.ย.2566   ศาลอุทธรณ์ชี้ว่า การพาดหัวข่าวดังกล่าวแม้ตัดคำท้ายว่า “ที่ไร้ความชอบธรรม” ออก ก็ยังไม่ทำให้โจทก์เสียหาย นอกจากนี้มีการเขียนคำดังกล่าวไปในโปรยข่าว และในเว็บไซต์อย่างชัดแจ้ง การนำเสนอข่าวของจำเลยจึงไม่ได้เป็นการนำเสนอความคิดเห็นหรือยืนยันข้อเท็จจริงที่เป็นผลร้ายแก่โจทก์ หากแต่เป็นเพียงการถ่ายทอดหรือส่งต่อข้อมูลข่าวสาร  “ขณะเกิดเหตุโจทก์ก็เป็นสื่อมวลคนหนึ่งซึ่งแสดงควาามเห็นวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์การเมืองโดยได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไปอยู่เนืองๆ ทั้งโจทก์ก็รับว่าข้อความที่แสดงในหน้าเว็บไซต์ดังกล่าวมีข้อความที่ตรงกับความคิดเห็นของโจทก์รวมอยู่ด้วย แม้อ้างว่ามีผู้ชมส่วนน้อยเท่านั้นที่จะเปิดเข้าไปอ่านก็เป็นเพียงการคาดเดาของโจทก์เท่านั้น ย่อมไม่ใช่ข้อบ่งชี้ว่า ไม่มีผู้ใดอ่านข้อความดังกล่าว การนำเสนอข่าวของจำเลยทั้งสอง จึงไม่ได้เป็นการเสนอความคิดเห็นหรือยืนยันข้อเท็จจริงที่เป็นผลร้ายแก่โจทก์หากแต่เป็นเพียงการถ่ายทอดหรือส่งต่อข้อมูลข่าวสาร ในฐานะที่เป็นผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนเท่านั้น กรณีหาใช่เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองสร้างหรือแต่งเรื่องราวขึ้นมาเองไม่ แม้ข้อความบางส่วนจะถูกตัดทอนออกไป แต่ก็ยังปรากฏข้อความแสดงความเห็นทั้งหมดของโจทก์ในหน้าเดียวกัน ในลักษณะที่เป็นการขยายความรวมอยู่ด้วย ผู้ชมที่สนใจติดตามย่อมอ่านและทราบข้อคิดเห็นของโจทก์ได้ทั้งหมด ถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองยืนยันข้อเท็จจริงว่า โจทก์สนับสนุนให้มีการรัฐประหารอันเป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง และไม่เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังด้วยการเผยแพร่ข้อความไปยังสาธารณชนหรือประชาชนทั่วไปแต่อย่างใด  ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน” 28 พ.ย. 2568 ที่ศาลอาญา รัชดา มีการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ชั้นไต่สวนมูลฟ้องคดีที่ สนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เป็นโจทก์ฟ้อง มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน (สำนักข่าวประชาไท) จำเลยที่ 1 , เทวฤทธิ์ มณีฉาย บรรณาธิการประชาไท (ในขณะนั้น) จำเลยที่ 2 ในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาจากการเสนอข่าว ‘ สนธิ ไล่เลียง 13 กลเกมแก้ยากของก้าวไกล ก่อนตบท้ายด้วยทางรอดคือ รัฐประหาร ล้มกระดาน’  ทั้งนี้ การนำเสนอข่าวดังกล่าวของประชาไท เป็นการรายงานเนื้อหาของแฟนเพจ ‘คุยทุกเรื่องกับสนธิ’ ในวันที่ 31 ก.ค.66 ซึ่งสนธิระบุถึง 13 ข้อวิเคราะห์การเมืองของพรรคก้าวไกลในเวลานั้น ข้อสุดท้ายระบุว่า “ทางรอดของเกมคือรัฐประหารล้มกระดานที่ไร้ความชอบธรรม” อย่างไรก็ดี ในการฟ้องประชาไท สนธิระบุว่า การพาดหัวข่าวที่ตัดคำว่า “ที่ไร้ความชอบธรรม” ออกทำให้เขาเสียหาย ถูกเข้าใจผิดว่าสนับสนุนการรัฐประหาร และถูกดูหมิ่นเกลียดชัง โดยก่อนหน้าที่จะมีการฟ้องประชาไท สำนักข่าวหลายแห่งที่ลงข่าวนี้ได้ยินยอมลบข่าวออกหลังสนธิประกาศจะฟ้อง มีเพียงประชาไทที่ไม่ลบข่าวดังกล่าวจนถูกดำเนินคดี ต่อมาศาลได้เริ่มกระบวนการไต่สวนมูลฟ้องเพื่อพิจารณาว่าจะรับคดีหรือไม่ ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องไปเมื่อวันที่ 8 พ.ย.2566  ล่าสุด ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ยกฟ้องตามศาลชั้นต้น โดยระบุว่า การพาดหัวข่าวดังกล่าวแม้ตัดคำท้ายว่า “ที่ไร้ความชอบธรรม” ออก ก็ยังไม่ทำให้โจทก์เสียหาย นอกจากนี้มีการเขียนคำดังกล่าวไปในโปรยข่าว และในเว็บไซต์อย่างชัดแจ้ง การนำเสนอข่าวของจำเลยจึงไม่ได้เป็นการนำเสนอความคิดเห็นหรือยืนยันข้อเท็จจริงที่เป็นผลร้ายแก่โจทก์ หากแต่เป็นเพียงการถ่ายทอดหรือส่งต่อข้อมูลข่าวสาร จึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทและหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา รายละเอียดบางส่วนของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์  คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คดีโจทก์มีมูลความผิดหมิ่นประมาท/หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาตามฟ้องหรือไม่  โจทก์ระบุว่า ข้อความที่ปรากฏในกรอบสี่เหลี่ยม ไม่มีคำว่า “ที่ไร้ความชอบธรรม” แม้ว่าข้อความด้านบนจะมีข้อความว่า “รัฐประหารล้มกระดานที่ไร้ความชอบธรรม” แต่ประชาชนย่อมอ่านข้อความในกรอบสี่เหลี่ยมซึ่งตัวใหญ่กว่าข้อความด้านบน จึงมีความเด่นชัด ส่วนที่มีการใส่ลิงก์เว็บไซต์ให้อ่านเพิ่มเติมก็มีประชาชนเพียงส่วนน้อยที่จะเปิดเข้าไปอ่าน ข้อความพาดหัวข่าวทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายแล้ว และข้อความที่ปรากฏมีการตัดทอนคำว่า “ไร้ความชอบธรรม” ออกไป การตัดทอนข้อความดังกล่าวทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิด การนำเสนอข่าวของจำเลยทั้งสอง ต้องกระทำโดยชัดแจ้งไม่คลุมเครือ หรือก่อให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัย  จำเลยที่สองใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม ทำให้โจทก์เสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่น เกลียดชัง และไม่ใช่เป็นการแสดงความเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริต หรือติชมด้วยความเป็นธรรม การตัดทอนข้อความดังกล่าวทำให้ความหมายแตกต่างไปจากเดิม บุคคลทั่วไปเข้าใจว่าโจทก์สนับสนุนรัฐประหาร แม้เมื่ออ่านข้อความทั้งหมดโดยตลอดตรงกับที่โจทก์เผยแพร่ข้อคิดเห็นของโจทก์ก็ตาม แต่คำว่า “ไร้ความชอบธรรม” เป็นข้อคิดเห็นที่เป็นสาระสำคัญ หากอ่านโดยรวมแล้วไม่ใช่ข้อคิดเห็นที่โจทก์มุ่งหมายนำเสนอและทำให้ความหมายแตกต่างไปจากเดิมอย่างมาก  เห็นว่า การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 จะต้องเป็นการใส่ความผู้อื่นโดยยืนยันข้อเท็จจริงที่ใส่ความนั้นต่อบุคคลที่สาม และการใส่ความนั้นน่าจะทำให้ผู้อื่นถูกใส่ความให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง และความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาตามมาตรา 328 นั้น ผู้กระทำผิดต้องมีเจตนาใส่ความผู้อื่นในลักษณะเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ด้วยการเผยแพร่ข้อความไปยังสาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป และข้อความนั้นตามความรู้สึกของวิญญูชนโดยทั่วไป ถึงขั้้นทำให้ผู้อื่นนั้นน่าจะเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังได้ ซึ่งเมื่อพิจารณาข้อความที่จำเลยทั้งสองโพสต์ในแฟนเพจเฟซบุ๊กประชาไท prachatai.com มีข้อความ 2 ส่วน  ส่วนแรกตอนบนมีเนื้อหาตรงกับข้อความที่โจทก์ลงไว้ทุกประการว่า “สนธิ” อดีตแกนนำพันธมิตรฯ ไล่เรียง 13 กลเกมแก้ยากของ “ก้าวไกล” ก่อนตบท้ายด้วยทางรอดคือ “รัฐประหาร” ล้มกระดานที่ไร้ความชอบธรรม โดยใช้ขนาดตัวอักษรเล็กกว่าตัวอักษรในกรอบสี่เหลี่ยม แต่เพิ่มความชัดเจนด้วยข้อความของตัวอักษร และอ่านเพิ่มเติมในลิงก์... ส่วนที่สอง เป็นข้อความภายในกรอบสี่เหลี่ยมว่า “สนธิ” ไล่เรียง 13 กลเกมแก้ยากของ “ก้าวไกล” ก่อนตอบท้ายด้วยทางรอดคือ “รัฐประหาร” ล้มกระดาน นอกจากคำว่า “ไร้ความชอบธรรม” ที่ขาดหายไปแล้ว ปรากกฎข้อความขนาดตัวอักษร ความหนักเบาและภาพถ่ายบุคคลครบถ้วน ตรงกับข้อความที่โจทก์เผยแพร่ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก คุยทุกเรื่องกับสนธิ และในหน้าสำนักข่าวออนไลน์เว็บไซต์ประชาไท มีข้อความสองส่วนเช่นกัน ส่วนแรกตอนบน เป็นข้อความภายในกรอบสี่เหลี่ยมว่า “สนธิ” ไล่เรียง 13 กลเกมแก้ยากของ “ก้าวไกล” ก่อนตบท้ายด้วยทางรอดคือ “รัฐประหาร” ล้มกระดาน  นอกจากคำว่า “ไร้ความชอบธรรม” ที่ขาดหายไปแล้ว ปรากฏข้อความ ขนาดตัวอักษร ความหนักเบาและภาพถ่ายบุคคลครบถ้วนตรงกับข้อความที่โจทก์เผยแพร่ในแฟนเพจเฟซบุ๊ก คุยทุกเรื่องกับสนธิ ทุกประการ ส่วนที่สอง ตอนท้ายมีเนื้อหา “สนธิ” อดีตแกนนำพันธมิตรฯ ไล่เรียง 13 กลเกมแก้ยากของ “ก้าวไกล” ก่อนตบท้ายด้วยทางรอดคือ “รัฐประหาร” ล้มกระดานที่ไร้ความชอบธรรม ครบถ้วนตรงกับข้อความที่โจทก์ลงไว้ทุกประการ หากแต่ขนาดตัวอักษรเล็ก แต่เพิ่มความชัดเจนด้วยความเข้มของตัวอักษร  เมื่อข้อความทั้งสองส่วนดังกล่าวปรากฏอยู่หน้าเดียวของเว็บไซต์เช่นนี้ ผู้อ่านหรือบุคคลทั่วไปที่เข้าชมย่อมเห็นและเข้าใจได้ว่าเป็นการนำเสนอข่าวที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความเห็นของโจทก์ที่พาดพิงหรือเกี่ยวข้องกับการรัฐประหารเท่านั้น มิใช่หมายความว่า โจทก์สนับสนุนหรือส่งเสริมให้เกิดการรัฐประหารแต่ใด นอกจากนี้ก็ไม่ปรากฏข้อความประกอบที่เป็นการแสดงความเห็น หรือยืนยันข้อเท็จจริงของจำเลยทั้งสองที่มีต่อความคิดเห็นของโจทก์ว่าโจทก์สนับสนุนการรัฐประหารด้วย  ขณะเกิดเหตุโจทก์ก็เป็นสื่อมวลคนหนึ่งซึ่งแสดงความเห็นวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์การเมืองโดยได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไปอยู่เนืองๆ ทั้งโจทก์ก็รับว่าข้อความที่แสดงในหน้าเว็บไซต์ดังกล่าวมีข้อความที่ตรงกับความคิดเห็นของโจทก์รวมอยู่ด้วย แม้อ้างว่ามีผู้ชมส่วนน้อยเท่านั้นที่จะเปิดเข้าไปอ่านก็เป็นเพียงการคาดเดาของโจทก์เท่านั้น ย่อมไม่ใช่ข้อบ่งชี้ว่า ไม่มีผู้ใดอ่านข้อความดังกล่าว การนำเสนอข่าวของจำเลยทั้งสอง จึงไม่ได้เป็นการเสนอความคิดเห็นหรือยืนยันข้อเท็จจริงที่เป็นผลร้ายแก่โจทก์หากแต่เป็นเพียงการถ่ายทอดหรือส่งต่อข้อมูลข่าวสาร ในฐานะที่เป็นผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนเท่านั้น กรณีหาใช่เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองสร้างหรือแต่งเรื่องราวขึ้นมาเองไม่ แม้ข้อความบางส่วนจะถูกตัดทอนออกไป แต่ก็ยังปรากฏข้อความแสดงความเห็นทั้งหมดของโจทก์ในหน้าเดียวกัน ในลักษณะที่เป็นการขยายความรวมอยู่ด้วย ผู้ชมที่สนใจติดตามย่อมอ่านและทราบข้อคิดเห็นของโจทก์ได้ทั้งหมด ถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองยืนยันข้อเท็จจริงว่า โจทก์สนับสนุนให้มีการรัฐประหารอันเป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง และไม่เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังด้วยการเผยแพร่ข้อความไปยังสาธารณชนหรือประชาชนทั่วไปแต่อย่างใด ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. * ข่าว * การเมือง * สังคม * สิทธิมนุษยชน * สนธิ ลิ้มทองกุล * ประชาไท * เทวฤทธิ์ มณีฉาย * สื่อมวลชน * SLAPP
dlvr.it
November 28, 2025 at 5:26 AM